16-การงดการบังคับคดี

บทความทนายชวนคิด ตอนที่ 14 : การงดการบังคับคดี

          ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่งมาตรา 289

          การงดการบังคับคดีตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่งมาตรา 289 (1) และ289 (2) นั้นเป็นการงดการบังคับคดีตามคำสั่งศาล ส่วนตาม(4) นั้นเป็นการงดการบังคับคดีเนื่องจากเจ้าหนี้ตามคำพิพากษาไม่ยอมวางเงินค่าใช้จ่ายในการบังคับคดี ส่วน 289 (3) เป็นการงดบังคับคดีเนื่องจากเจ้าหนี้ตามคำพิพากษาได้ยื่นคำร้องต่อเจ้าพนักงานบังคับคดีขอให้งดการบังคับคดีไว้ชั่วคราว โดยมีเงื่อนไขว่าจะต้องได้รับความยินยอมเป็นหนังสือจากลูกหนี้ตามคำพิพากษาและบุคคลภายนอกผู้มีส่วนได้เสียในการบังคับคดี

          เหตุผลที่กฎหมายนั้นบัญญัติให้การงดการบังคับคดีในกรณี ส่วน 289 (3) ดังกล่าวนั้นจะต้องได้รับความยินยอมจากลูกหนี้ตามคำพิพากษาและบุคคลภายนอกผู้มีส่วนได้เสียในการบังคับคดีนั้นเนื่องจากการงดการบังคับคดีของเจ้าหนี้ตามคำพิพากษาในกรณีนี้อาจทำให้จำเลยได้รับความเสียหายจากการที่ต้องรับภาระดอกเบี้ยที่เพิ่มขึ้น หรืออาจทำให้บุคคลภายนอกที่มีส่วนได้เสียในการบังคับคดี เช่นเจ้าหนี้ตามคำพิพากษาในคดีอื่นที่ได้ร้องขอเฉลี่ยทรัพย์เข้ามาในคดีนี้ด้วยนั้นอาจได้รับความเสียหายจากการที่ได้รับการชำระหนี้ล่าช้า กฎหมายจึงกำหนดให้การงดการบังคับคดีในกรณี ส่วน 289 (3) นั้นจะต้องได้รับความยินยอมจากลูกหนี้ตามคำพิพากษาและบุคคลภายนอกผู้มีส่วนได้เสียในการบังคับคดีด้วย ตัวอย่างเช่น ก่อนมีการขายทอดตลาดนั้นโจทก์ได้ยื่นคำแถลงขอให้งดการบังคับคดีไว้โดยได้รับความยินยอมเป็นหนังสือจากจำเลยแล้ว แต่ผู้รับจำนองซึ่งถือว่าเป็นบุคคลภายนอกอันเป็นผู้มีส่วนได้เสียในการบังคับคดีนั้นได้ยื่นคำคัดค้านไม่ยินยอมให้งดการบังคับคดี ดังนั้นการที่เจ้าพนักงานบังคับคดียังคงดำเนินการขายทอดตลาดทรัพย์สินของจำเลยต่อไปโดยไม่งดการบังคับคดีตามคำแถลงของโจทก์ที่ได้ยื่นมาขอให้งดการบังคับคดีนั้นจึงชอบแล้วที่เจ้าพนักงานบังคับคดีจะดำเนินการขายทอดตลาดต่อ ตาม ฎ. 12619/2555

          การงดการบังคับคดีนั้นเป็นอำนาจของศาลชั้นต้น ส่วนในเรื่องของการทุเลาการบังคับคดี ตามมาตรา 231 เป็นอำนาจของศาลอุทธรณ์หรือศาลฎีกา แล้วแต่กรณีซึ่งอย่างไรก็ตามการขอทุเลาการบังคับคดีตามมาตรา 231 นั้นมีหลักอยู่อย่างหนึ่งว่าต้องเป็นกรณีที่ยังไม่มีการบังคับคดี หากมีการบังคับคดีไปแล้วย่อมไม่สามารถที่จะมาขอทุเลาการบังคับคดีได้ ในกรณีเช่นนี้ถือว่าเป็นการขอให้งดการบังคับคดีตามมาตรา 289 (2) ซึ่งเป็นอำนาจของศาลชั้นต้น

          ส่วนการงดการบังคับคดีตามมาตรา 289 (2) ซึ่งอยู่ในอำนาจของศาลชั้นต้นที่จะมีคำสั่งว่ามีเหตุอันสมควรให้งดการบังคับคดีไว้หรือไม่ย่อมเป็นดุลพินิจของศาลชั้นต้น แม้ศาลอุทธรณ์จะไม่อนุญาตให้ทุเลาการบังคับคดีตามมาตรา 231 ศาลชั้นต้นก็ย่อมสามารถใช้ดุลพินิจสั่งให้งดการบังคับคดีไว้ในระหว่างอุทธรณ์ได้ โดยอาศัยอำนาจของศาลชั้นต้นเองตามมาตรา 289 (2) ตาม ฎ.655/2521

          และการของดการบังคับคดีนั้นไม่ได้มีข้อจำกัดว่าศาลจะต้องออกหมายบังคับคดีแล้วแต่อย่างใด แม้ศาลจะยังไม่ได้ออกหมายบังคับคดี จำเลยก็ย่อมสามารถขอให้งดการบังคับคดีได้ ฎ.10102-10103/2557     

          ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่งมาตรา 290

          มาตราดังกล่าวนี้เป็นเรื่องที่ลูกหนี้ตามคำพิพากษานั้นได้ขอให้มีการงดการบังคับคดีไว้โดยอ้างเหตุว่าตัวจำเลยเองนั้นได้ยื่นฟ้องเจ้าหนี้ตามคำพิพากษาเป็นอีกคดีนึงไว้ในศาลเดียวกันกับที่เจ้าหนี้ตามคำพิพากษานั้นได้ฟ้องจำเลยไว้ ซึ่งหากว่าในคดีที่จำเลยได้ยื่นฟ้องเจ้าหนี้ตามคำพิพากษาไว้นั้นจำเลยเป็นฝ่ายชนะคดีก็ย่อมไม่ต้องมีการบังคับคดี ยึด อายัด หรือขายทอดตลาด ทรัพย์ของจำเลย

          ซึ่งมาตรา 290 นี้ในปัจจุบันได้เปิดช่องให้ลูกหนี้ตามคำพิพากษานั้นสามารถยื่นคำร้องขอให้งดการบังคับคดีได้ตั้งแต่ก่อนที่จะมีการยึดทรัพย์หรืออายัดทรัพย์ โดยมีหลักเกณฑ์ 2 ประการที่ลูกหนี้ตามคำพิพากษาจะขอให้งดการบังคับคดีตามมาตรานี้ได้ กล่าวคือ

          ประการแรก คดีที่ลูกหนี้ตามคำพิพากษายื่นฟ้องนั้นจะต้องเป็นคดีเรื่องอื่น จึงจะสามารถขอให้งดการบังคับคดีตามมาตรา 290 นี้ได้ ฎ.218/2518

          ประการสอง คดีที่ลูกหนี้ยื่นห้องนั้นจะต้องมีวัตถุแห่งหนี้ อย่างเดียวกันกับคดีนี้ หากมีวัตถุแห่งหนี้เป็นคนละอย่างต่างกันไม่อาจหักกลบลบหนี้กันได้ ฎ.607/2532

          ซึ่งโดยความเห็นของผู้เขียนนั้นคิดว่าตามมาตรา 290 นี่นการที่ลูกหนี้นี้นจะขอให้มีการงดการบังคับคดีกันได้นั้นหนี้ทั้งสองคดีที่เจ้าหนี้ฟ้อง กับจำเลยฟ้องเจ้าหนี้นั้น ย่อมจะต้องเป็นหนี้เงินเหมือนกันทั้งสองคดีเท่านั้น

         

         

นายพีรกร สุขสุเมฆ

ผู้เขียน

ทนายความ