16-นายจ้างควรจัด


นายจ้างควรจัดสวัสดิการให้ลูกจ้างอย่างไร ถึงจะไม่ผูกมัดกิจการ

บทนี้ผู้เขียนขอเขียนต่อจากบทที่แล้ว จากบทที่แล้วมีเจ้าของกิจการรายหนึ่งเขามาปรึกษาว่าจะทำอย่างไรถึงจะลดปัญหาการเลิกจ้างไม่เป็นธรรมได้ ซึ่งผู้เขียนก็ให้ความเห็นไปว่าใช้สัญญาจ้างแรงงานที่มีกำหนดระยะเวลาการจ้างไว้ในการบริหารเพื่อลดปัญหาเรื่องดังกล่าวและบทนี้ผู้เขียนจะเขียนต่อเพราะเขามีคำถามต่อมาว่าเท่าที่เขาทราบมาจากทนายความที่ปรึกษาคนก่อนของเขาว่าเมื่อมีการจ่ายค่าจ้าง หรือ จัดสวัสดิการอะไรให้ลูกจ้างไปแล้วเวลาจะลดหรือตัดค่าจ้างหรือสวัสดิการในช่วงที่เป็นวิกฤติของกิจการก็ทำไม่ได้จึงทำให้กิจการต้องรับภาระมากในบางช่วงของการประกอบธุรกิจ
ผมก็ได้ให้ความเห็นกับเขาไปแล้วในวันนั้น แต่ขณะที่ผมเขียนบทความหัวข้อนี้เป็นช่วงที่ผมเดินทางไปพักผ่อนที่จังหวัดน่าน ณ รีสอร์ทแห่งหนึ่ง อำเภอบ่อเกลือ จังหวัดน่าน อยู่ท่ามกลางภูเขาล้อมรอบ คงเป็นช่วงที่ไม่ใช่ฤดูการท่องเที่ยวเพราะทั้งรีสอร์ทแห่งนั้นมีผมพักอยู่คนเดียว บรรยากาศเงียบ แต่ผมไม่รู้สึกเหงาเพราะผมมีธรรมชาติเป็นเพื่อนและดูเหมือนจะเป็นเพื่อนที่ดีที่สุดในยามที่ผมจิตใจวุ่นวายจากปัญหาในเมืองใหญ่ ผมนั่งเขียนบทความนี้เป็นเวลาประมาณสี่ทุ่ม เป็นข้างขึ้นหรือข้างแรมก็จำไม่ได้แต่พระจันทร์เริ่มโผล่พ้นสันเขา อากาศเย็นยะเยือกถึงใจดีแท้

ถ้าพูดถึงสวัสดิการ คนที่เป็นลูกจ้างและเป็นนายจ้างคงจะเข้าใจดีว่าหมายถึงอะไร สวัสดิการ ไม่ใช่ค่าจ้าง เพราะค่าจ้างเป็นเงินที่นายจ้างจ่ายเพื่อตอบแทนการทำงาน แต่สวัสดิการก็เป็นผลประโยชน์อย่างหนึ่งที่นายจ้างจัดหรือให้แก่ลูกจ้างเพื่อตอบแทนการเป็นลูกจ้างหรือตอบแทนการทำงานเช่นเดียวกัน เพราะถ้าไม่ใช่ลูกจ้างไม่ใช่พนักงานก็ไม่มีสิทธิได้รับสวัสดิการจากนายจ้าง สวัสดิการจึงหมายถึงผลประโยชน์ต่างๆทุกอย่างทุกประเภทที่นายจ้างจัดหรือให้แก่ลูกจ้างที่นอกเหนือจากค่าจ้าง ค่าจ้างจ่ายเพื่อตอบแทนการทำงานซึ่งลูกจ้างแต่ละคนจะได้รับแตกต่างกันตามสัญญาจ้างและตามความเหมาะสมของงานนั้นๆ เช่น ค่าครองชีพ , ค่าตำแหน่ง ฯลฯ ส่วนสวัสดิการนายจ้างให้โดยไม่เลือกปฏิบัติแต่อาจมีเงื่อนไขได้ เช่น ให้เฉพาะวันที่ลูกจ้างมาทำงาน หรือ ให้เฉพาะลูกจ้างที่มีตำแหน่งบางตำแหน่ง อย่างนี้เป็นต้น

ผมให้ความเห็นหรือให้คำปรึกษาเฮียเจ้าของบริษัทนั้นไปว่า ถ้าเฮียอยากจัดสวัสดิการให้กับลูกจ้างโดยไม่ผูกมัดกิจการ ก็เพียงแค่เวลาเฮียจะให้อะไรลูกจ้างเฮียก็จัดให้สอดคล้องกับสภาวะเศรษฐกิจและสภาวะของกิจการเฮียในแต่ละช่วง โดยทำเป็นประกาศว่าจะจัดสวัสดิการอะไรให้เขาแล้วในประกาศก็กำหนดไปด้วยว่าจะให้ภายใต้เงื่อนไขอะไรหรือโครงการนั้นๆมีกำหนดเวลาเท่าใด

เช่น ถ้าเฮียจะช่วยค่าอาหารพนักงาน เฮียก็ประกาศไปเลยว่า จะจ่ายค่าอาหารให้พนักงานเป็นเงินจำนวนเท่าใดต่อวัน ให้เฉพาะพนักงานที่มาทำงาน พวกที่ขาดหรือลา ไม่จ่าย และประกาศไปด้วยว่า การจ่ายค่าอาหารให้กับพนักงานนี้จะให้มีกำหนดระยะเวลาเพียงหนึ่งปีหรือสองปีหรือตามที่เฮียอยากจะจ่ายแล้วให้พนักงานทุกคนเซ็นต์รับทราบประกาศนั้น  สวัสดิการหรือโบนัสหรืออะไรก็ตามที่เฮียจ่ายไปก็จะไม่ผูกมัดกิจการของเฮีย ในเวลาที่ธุรกิจเฮียเป็นขาลงเฮียก็หยุดจ่ายได้เลย เพราะว่าประการแรกทางกฎหมายถือว่าเฮียไม่ได้ทำผิดกฎหมายเฮียทำตามประกาศ ให้ตามประกาศและก็หยุดให้ก็ตามประกาศ ประการที่สองลูกจ้างเขารับรู้และทำใจยอมรับตั้งแต่วันที่เขาเซ็นต์รับทราบแล้วว่าเขาจะได้สวัสดิการนั้นเพียงชั่วระยะเวลาหนึ่งตามประกาศนั้นเท่านั้น ความรู้สึกต่อใจเขาก็จะไม่มากนัก เขาจะไม่รู้สึกว่าเขาเสียอะไรไปเพราะรู้อยู่แล้ว ถ้าแบบนี้มันจะไม่ผูกมันกิจการของเฮียเลย

หรือเช่น ถ้าเฮียจะจ่ายเบี้ยขยันเพื่อจูงใจไม่ให้คนงานขาดหรือลาบ่อยๆก็อาจจ่ายเบี้ยขยันแบบขั้นบันใด เดือนแรกไม่ขาด ไม่ลา ไม่สาย เอาไปเลย 300 หากทำได้ติดต่อกันเป็นเดือนที่สองเอาไปเลย 600 หากทำได้ติดต่อกันเดือนที่ 3 เอาไปเลย 1,000 และติดต่อกันไปถึง 2,000 แล้วแต่เฮียเลย แต่ถ้ามีการขาด หรือ ลา ในเดือนนั้นก็จะไม่ได้เบี้ยขยันและต้องกลับมาเริ่มต้นสตาร์ทใหม่ที่ 300 แบบนี้เป็นต้น แบบนี้มันจะทำให้ทุกคนไม่อยากขาด ไม่อยากลาโดยไม่จำเป็นเพราะเขาสามารถที่จะมีรายได้เพิ่มจากเบี้ยขยันถึงเดือนละพันหรือสองพัน

จริงอยู่ในความรู้สึกของลูกจ้างเขาอาจรู้สึกว่าไม่มั่นคงเพราะวันหนึ่งได้มาและก็รู้ว่าวันหนึ่งต้องเสียไป แต่มันก็หลีกเลี่ยงไม่ได้นะครับเฮีย ธรรมชาติก็เป็นเช่นนั้น มีเกิดขึ้น ตั้งอยู่ และก็ดับไป กิจการของเฮียก็เหมือนกันมีขาขึ้นก็มีขาลงไอ้ตอนขาขึ้นน่ะอะไรๆก็ดีหมดล่ะ เราก็อยากจ่ายอยากตอบแทนคนงานให้กินดีอยู่ดีบ้าง แต่ถึงตอนขาลง หากเฮียไม่ทำตามที่ผมบอกเฮียจะลำบากมากเพราะเฮียจะไปลดสวัสดิการหรือลดสิทธิประโยชน์หรือที่ภาษากฎหมายเขาเรียกว่า “สภาพการจ้าง” โดยที่ลูกจ้างไม่ยินยอมไม่ได้เลย

ลืมบอกไปว่าผมนั่งเขียนไปและนั่งกินเบียร์คนเดียวไป เขียนไปยกแก้วเบียร์ไปหันมาดูอีกทีหมดไปตั้งสี่ห้าขวดเข้าไปแล้ว นึกในใจเราก็กินเก่งเหมือนกันนะเนี่ย พลันก็คิดว่าถ้ามีสุรามันก็ต้องมี.....อื่ม แต่ก็มีสติแว้บขึ้นมาทันและมีเสียงดังขึ้นในใจว่า “นั่นแลคือเหตุแห่งทุกข์” คิดได้ดังนั้นผมก็ได้แต่นั่งถอนหายใจยาวๆ และนั่งดื่มเบียร์คนเดียวต่อไปหมดไปอีกเจ็ดถึงแปดขวดไม่รู้หลับไปตอนไหนตื่นมาอีกทีก็เช้าของวันใหม่ แวบแรกของสติที่ละลึกขึ้นมาได้ก็คือธรรมชาติให้เราอยู่ต่อไปอีกวันฉะนั้นวันนี้ก็จะเป็นวันที่ดีที่สุดของเราผมก็ลุกจากที่นอนไปทำหน้าที่ของชีวิตต่อไป

โดย ชอลิ้วเฮียง (ทนายนำชัย พรมทา)