บทความทนายชวนคิด ตอนที่ 27 คำพิพากษาตามยอม
บทความทนายชวนคิด ตอนที่ 27 คำพิพากษาตามยอม
มาตรา 138 ในคดีที่คู่ความนั้นสามารถตกลงกันหรือ ประนีประนอมยอมความกันได้ในประเด็นแห่งคดีโดยไม่ได้มีการถอนคำฟ้องนั้น และข้อตกลงหรือประนีประนอมยอมความกันนนั้นไม่เป็นการฝ่าฝืนต่อกฎหมาย ให้ศาลจดลงรายงานแสดงข้อความแห่งข้อตกลงนั้นหรือการประนีประนอมยอมความเหล่านั้นไว้ แล้วพิพากษาไปตามนั้น
โดยห้ามไม่ให้อุทธรณ์คำพิพากษาเช่นว่านี้ เว้นแต่เหตุดังต่อไปนี้
1. เมื่อมีข้อความกล่าวอ้างว่าคู่ความฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งฉ้อฉล
2. เมื่อคำพิพากษานั้นถูกกล่าวอ้างว่าเป็นการละเมิดต่อบทบัญญัติแห่งกฎหมายอันเกี่ยวข้องกับความสงบเรียบร้อยของประชาชน
3. เมื่อคำพิพากษานั้นถูกกล่าวอ้างว่าไม่ได้เป็นไปตามข้อตกลงหรือการประนีประนอมยอมความ
ถ้าคู่ความตกลงกันเพียงแต่ให้เสนอคดีต่ออนุญาโตตุลาการให้นำบทบัญญัติแห่งประมวลกฎหมายนี้ว่าด้วยอนุญาโตตุลาการมาใช้บังคับ
คำพิพากษาของศาลนั้นมีอยู่สองแบบ แบบแรกคือแบบธรรมดาที่ศาลจะต้องพิจารณาพยานหลักฐานของโจทก์จำเลยแล้วตัดสินชี้ขาดว่าใครแพ้ใครชนะ ส่วนอีกแบบหนึ่งคือคำพิพากษาตามยอม ซึ่งศาลไม่ได้วินิจฉัยชี้ขาดว่าใครแพ้ใครชนะแต่พิพากษาให้เป็นไปตามที่คู่ความตกลงหรือประนีประนอมยอมความกัน ตามหลักเกณฑ์ที่บัญญัติไว้ในมาตรา 138
เรื่องคำพิพากษาตามยอมนั้น
1. ศาลจะต้องมีคำสั่งให้รับคำฟ้องของโจทก์ไว้พิจารณาเสียก่อนจีงจะมีคำพิพากษาตามยอมได้ หากศาลมีคำพิพากษาตามยอมไปก่อนโดยยังไม่ได้มีคำสั่งให้รับคำฟ้องของโจทก์ไว้พิจารณา ถือเป็นกระบวนพิจารณาที่ผิดระเบียบ
2. คำพิพากษาตามยอมนั้นศาลสามารถพิพากษาเกินคำขอท้ายคำฟ้องได้ ไม่ตกอยู่ในบังคับแห่งวิแพ่งมาตรา 142 ตัวอย่างเช่น โจทก์ฟ้องขอให้จำเลยชำระหนี้พร้อมดอกเบี้ยร้อยละ 7.5 ต่อปี การที่ศาลพิพากษาไปตามสัญญาประนีประนอมยอมความที่คู่ความตกลงกันไว้ให้จำเลยชำระดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 10 ต่อปี ไม่ต้องห้ามตามมาตรา 142
3. ข้อตกลงตามสัญญาประนีประนอมยอมความนั้นต้องไม่ฝ่าฝืนต่อกฎหมาย หากข้อตกลงของคู่ความนั้นฝ่าฝืนต่อกฎหมาย ศาลย่อมไม่อาจพิพากษาตามยอมให้ได้
4. บุคคลภายนอกนั้นสามารถเข้ามาร่วมทำสัญญาประนีประนอมยอมความในศาลได้ไม่ถือว่าเป็นการฝ่าฝืนต่อกฎหมาย และผลของคำพิพากษาตามยอมนั้นมีผลผูกผันบุคคลภายนอกให้ต้องปฏิบัติตาม เพราะแม้คำพิพากษาตามยอมจะไม่ผูกพันกับบุคคลภายนอกตามวิแพ่ง มาตรา 145 เนื่องจากบุคคลภายนอกนั้นไม่ได้เป็นคู่ความในคดี แค่ก็ถือว่าเป็นบุคคลที่ศาลมีคำพิพากษาหรือคำสั่งให้ชำระหนี้ ตามวิแพ่งมาตรา 274 วรรคหนึ่งได้
5. แต่ก็มีเหตุที่สามารถอุทธรณ์คำพิพากษาตามยอมได้ตามกรณีดังต่อไปนี้
5.1. เมื่อมีข้อกล่าวอ้างว่าคู่ความฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งฉ้อฉล เช่น โจทก์ฟ้องขอให้จำเลยนั้นชำระเงินกู้จำนวน 300,000 บาท แต่โจทก์หลอกว่าถ้าจำเลยไม่สู้คดีจะเอาเงินแค่ 150,000 บาท และทำเรื่องถอนฟ้องให้ จำเลยจึงมาศาลเพื่อทำเรื่องถอนฟ้องตามที่โจทก์นั้นบอก แต่มันกลับกลายเป็นว่าให้จำเลยนั้นมาทำสัญญาประนีประนอมยอมความนั้นเองโดยหลอกให้จำเลยยอมมาชำระเงิน 300,000 บาท หาใช่ 150,000 บาท ดังนั้นจึงถือว่าเป็นการทำสัญญาประนีประนอมยอมความที่ไม่ถูกต้องเพราะถูกโจทก์นั้นถูกฉ้อฉล
5.2. หากคำพิพากษานั้นถูกกล่าวอ้างว่าเป็นการละเมิดต่อบทบัญญัติแห่งกฎหมายอันเกี่ยวกับความสงบเรียบร้อยของประชาชน
5.3. หรือเมื่อคำพิพากษานั้นถูกกล่าวอ้างว่าไม่ได้เป็นไปตามข้อตกลงหรือการประนีประนอมยอมความ
6. การกล่าวอ้างของคู่ความฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งที่ว่าถูกฉ้อฉล หรือคำพิพากษาตามยอมนั้นละเมิดต่อกฎหมาย หรือคำพิพากษาตามยอมนั้นไม่ได้เป็นไปตามข้อบังคับ คู่ความที่ได้รับความเสียหายนั้นจะต้องใช้วิธีอุทธรณ์ขึ้นไปเพื่อให้ศาลสูงนั้นได้ดำเนินการแก้ไข จะมาใช้วิธีการให้ศาลชั้นต้นนั้นเพิกถอนคำพิพากษาตามยอมไม่ได้เพราะไม่มีบทบัญญัติใดให้กระทำเช่นนั้นได้
นายพีรกร สุขสุเมฆ
ทนายความ
ผู้เขียน