ค้ำประกันอย่างไรไม่ให้เจ็บตัว ตอนที่ 1
ค้ำประกันอย่างไรไม่ให้เจ็บตัว
(Part I)
แค่ได้ยินชื่อคำว่า “ค้ำประกัน” หลายๆ คนคงนึกย้อนไปถึงคำพูดคลาสิกของครอบครัวหรือคนรู้จักที่แนะนำในการเริ่มชีวิตการทำงานว่า “อย่าให้ใครยืมเงิน กับอย่าไปค้ำประกันใคร” คุ้น ๆ กันใช่มั๊ยคะ และภาพจำในความน่ากลัวของการค้ำประกันยังไม่ได้มีเพียงที่กล่าวมาเท่านั้น เพราะการค้ำประกันมักจะถูกใช้เป็นการยกตัวอย่างหรือเปรียบเปรยกับสุภาษิตที่ว่า “เนื้อไม่ได้กิน หนังไม่ได้รองนั่ง เอากระดูกมาแขวนคอ” ซึ่งสุภาษิตนี้ใช้กับกรณีที่พูดถึงการกระทำการให้ความช่วยเหลือผู้อื่นจนตัวเองต้องเดือดร้อน ก็เหมือนกับการค้ำประกันที่ถูกมองว่าต้องใช้หนี้แทนลูกหนี้ ทั้ง ๆ ที่ตนเองไม่ได้เป็นลูกหนี้ แต่วันนี้เราจะนำเสนอมุมมองใหม่ของการค้ำประกันที่จะทำให้ผู้ค้ำประกันไม่เจ็บตัวแต่เจ้าหนี้ปวดหัวแทนหากไม่รู้ทันผู้ค้ำประกัน ดังนั้นไม่ว่าคุณจะอยู่ในสถานะไหน ถ้าไม่อยากเจ็บตัวไม่ต้องปวดหัว ให้บทความนี้ได้ช่วยคุณนะคะ
ก่อนที่เราจะได้ทราบถึงประเด็นดังกล่าวนั้น อยากจะอธิบายให้ทุกท่านที่กำลังอ่านบทความนี้แต่ยังไม่เข้าใจว่าค้ำประกันคืออะไร ได้ทราบถึงลักษณะและความสมบูรณ์ของการค้ำประกันเสียก่อน สัญญาค้ำประกันเป็นสัญญาประกันชำระหนี้ด้วยตัวบุคคล กล่าวคือจะต้องมีสัญญาอีกฉบับหนึ่งเป็นสัญญาประธานเสียก่อนจึงจะมีสัญญาค้ำประกันซึ่งเป็นสัญญาอุปกรณ์ได้ และเมื่อลูกหนี้ที่ตนค้ำประกันผิดนัดไม่ชำระหนี้ ผู้ค้ำประกันมีหน้าที่ตามกฎหมายต้องชำระหนี้ดังกล่าวแทนลูกหนี้ แต่รับผิดไม่เกินหนี้ประธานหรือไม่เกินตามจำนวนที่ระบุในสัญญาค้ำประกันที่ผู้ค้ำประกันได้ตกลงกับเจ้าหนี้ของลูกหนี้ที่ตนได้ประกันชำระหนี้ไว้ และการค้ำประกันนั้นจะต้องมีหลักฐานเป็นหนังสือลงลายมือชื่อผู้ค้ำประกันเป็นสำคัญ จึงจะฟ้องร้องให้บังคับคดีได้ (ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์มาตรา 680 วรรคสอง) นอกจากนี้ยังมีอีกหนึ่งความเข้าใจผิดที่สำคัญที่อยากให้ทุกคนได้เข้าใจ คือ การค้ำประกันไม่ได้กระทำได้แต่เฉพาะสัญญากู้ยืมเงินเท่านั้น การค้ำประกันสามารถกระทำได้กับสัญญาเช่า (ฎ.1841/2506) หรือ สัญญาจ้างแรงงาน (การทำสัญญาค้ำประกันบุคคลเข้าทำงาน (ฎ.8856/2559,3464/2561) หรือสัญญาอะไรก็ได้
องค์ประกอบของสัญญาค้ำประกันที่สามารถใช้บังคับได้
- การค้ำประกันนั้นจะต้องเป็นบุคคลภายนอกผูกพันต่อเจ้าหนี้เพื่อชำระหนี้เมื่อลูกหนี้ไม่ชำระหนี้ ดังนั้นลูกหนี้จึงไม่สามารถทำสัญญาค้ำประกันได้ (ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 680)
- การฟ้องร้องดำเนินคดีกับผู้ค้ำประกันตามสัญญาค้ำประกัน จะต้องมีหลักฐานเป็นหนังสือลงลายมือชื่อผู้ค้ำประกันเป็นสำคัญ (ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ 680 วรรคสอง) แม้เจ้าหนี้จะไม่ได้ลงชื่อในสัญญาค้ำประกันด้วยก็สามารถฟ้องร้องบังคับคดีกับผู้ค้ำประกันได้ (ฎ.2093/2560,5258/2531)
- หนี้ที่สามารถค้ำประกันได้จะต้องเป็นหนี้อันสมบูรณ์ (ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 681) หนี้ประธานจะต้องไม่เป็นโมฆะและจะต้องเป็นนิติกรรมที่มีผลบังคับผูกพันตามกฎหมาย เพราะสัญญาค้ำประกันเป็นสัญญารอง หรือทางกฎหมายนิยมเรียกว่า สัญญาอุปกรณ์ กล่าวคือ เป็นสัญญาจที่ะไม่เกิดขึ้นเองโดยลำพังและการที่จะมีผลใช้บังคับได้นั้นต้องอาศัยสัญญาอื่นซึ่งเป็นสัญญาประธาน ซึ่งหากสัญญาประธานไม่สามารถบังคับใช้ได้ตามกฎหมายแล้ว เจ้าหนี้ก็ไม่อาจบังคับตามสัญญาค้ำประกันซึ่งเป็นสัญญาอุปกรณ์ได้
- กรณีมีข้อตกลงให้ผู้ค้ำประกันซึ่งเป็นบุคคลธรรมดารับผิดกับลูกหนี้ร่วมหรือในฐานะเป็นลูกหนี้ร่วม ข้อตกลงนั้นเป็นโมฆะ ตามมาตรา 681/1 แต่หากเป็นกรณีผู้ค้ำประกันเป็นนิติบุคคลที่ยินยอมผูกพันตนอย่างลูกหนี้ร่วมหรือฐานะลูกหนี้ร่วมนั้นสามารถกระทำได้ แต่ไม่มีสิทธิตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์มาตรา 688-690 (รายละเอียดจะกล่าวต่อไปในหัวข้อถัดไป)
เมื่อเข้าใจองค์ประกอบของสัญญาค้ำประกันแล้ว ต่อไปนี้ จะพูดถึงหัวข้อสำคัญที่ทุกคนรอคอย ซึ่งก็คือ “ค้ำประกันอย่างไรไม่ให้เจ็บตัว” มีรายละเอียดต่อไปดังนี้
1. ทีเด็ดของ มาตรา 694
มาตรา 694 เป็นบทบัญญัติที่ให้ผู้ค้ำประกันสามารถยกข้อต่อสู้ของลูกหนี้ที่มีต่อเจ้าหนี้ใช้ขึ้นต่อสู้ระหว่างผู้ค้ำประกันกับเจ้าหนี้ได้ ฟังดูแล้วไม่เห็นความน่ากลัวเท่าไหร่ใช่มั๊ยคะ แต่คุณอาจเปลี่ยนใจหากคุณเป็นผู้ที่ได้ค้ำประกันในการกู้ยืมเงินที่ไม่มีหลักฐานเป็นหนังสือ จำนวน มากกว่า 2,000 พันบาทขึ้นไป
ในกรณีการทำสัญญาค้ำประกันการกู้ยืมเงินที่ไม่มีหลักฐานเป็นหนังสือนั้นเป็นกรณีนี้แตกต่างจากกรณีหนี้ประธานตกเป็นโมฆะ เพราะหากหนี้ประธานเป็นโมฆะ สัญญาค้ำประกันซึ่งเป็นสัญญาอุปกรณ์ย่อมไม่สามารถใช้บังคับได้ แต่กรณีการค้ำประกันในการกู้ยืมเงินเงินที่มีจำนวนมากกว่าสองพันบาทขึ้นไปที่ไม่มีหลักฐานเป็นหนังสือลงลายมือชื่อผู้กู้นั้น เมื่อการกู้ยืมเงินเป็นสัญญายืมประเภทหนึ่ง การกู้ยืมเงินย่อมสมบูรณ์เมื่อผู้ให้กู้ได้มีการส่งมอบเงินที่ให้ยืมให้ผู้กู้ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์มาตรา 650 แต่ไม่สามารถฟ้องร้องบังคับคดีกับผู้กู้ได้เพราะไม่มีหลักฐานเป็นหนังสือลงลายมือชื่อผู้กู้ หากเป็นการกู้ยืมเงินกว่าสองพันบาทขึ้นไปจึงต้องมีหลักฐานเป็นหนังสือลงลายมือชื่อผู้กู้จึงจะสามารถฟ้องร้องบังคับคดีได้ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์มาตรา 653 สัญญากู้ยืมเงินดังกล่าวจึงสมบูรณ์ เจ้าหนี้สามารถฟ้องร้องบังคับคดีกับผู้ค้ำประกันได้
แต่!!!! ผู้ค้ำประกันก็มีอาวุธลับที่จะใช้สู้กับเจ้าหนี้ได้ กล่าวคือ ผู้ค้ำประกันมีสิทธิยกข้อต่อสู้ของลูกหนี้ว่าการกู้ยืมเงินที่ไม่มีหลักฐานเป็นหนังสือ จึงไม่สามารถฟ้องบังคับชำระกับลูกหนี้ได้ ทำให้ผู้ค้ำประกันไม่ต้องรับผิดตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์มาตรา 694 ระวังอีกสักนิด!! หากในสัญญาค้ำประกันมีการตกลงให้ผู้ค้ำประกันสละสิทธิยกข้อต่อสู้ของลูกหนี้ขึ้นต่อสู้กับเจ้าหนี้ ผู้ค้ำประกันก็เกมโอเวอร์นะคะ เพราะผู้ค้ำประกันไม่สามารถยกข้อต่อสู้ใดๆที่ลูกหนี้มีต่อเจ้าหนี้ได้เลย
ดังนั้นมาตรานี้จึงถือเป็นอาวุธทั้งสำหรับเจ้าหนี้และผู้ค้ำประกัน ในกรณีของผู้ค้ำประกันนั้นมาตราดังกล่าวให้สิทธิผู้ค้ำประกันในการยกข้อต่อสู้ที่ลูกหนี้มีต่อเจ้าหนี้ให้ผู้ค้ำประกันยกเป็นข้อต่อสู้เจ้าหนี้ได้เพื่อไม่ให้ตนต้องรับผิด แต่ในขณะเดียวกันก็เป็นอาวุธสำหรับเจ้าหนี้ที่รู้เข้าใจกฎหมายที่ ตกลงให้ผู้ค้ำประกันยอมสละสิทธิข้อต่อสู้ตามมาตรา 694 เพื่อไม่ให้ผู้ค้ำประกันยกข้อต่อสู้ของลูกหนี้เพื่อให้ตนไม่ต้องรับผิดได้ และเหตุที่สามารถตกลงยกเว้นบทบัญญัติดังกล่าวในสัญญาค้ำประกันได้นั้นเพราะบทกฎหมายดังกล่าวมิใช่กฎหมายอันเกี่ยวด้วยความสงบเรียบร้อยของประชาชน จึงสามารถทำข้อตกลงแตกต่างกับที่กฎหมายมาตรานี้บัญญัติไว้ได้ (ฎ.15016/2551)
2. ผู้ค้ำประกันจะต้องชำระหนี้เมื่อใดและความสำคัญของการบอกกล่าว
สิ่งสำคัญอีกประการที่ผู้ค้ำประกันควรทราบ คือ หากหนี้ประธานยังไม่ถึงกำหนดชำระ เจ้าหนี้จะให้ผู้ค้ำประกันชำระหนี้หรือฟ้องบังคับชำระหนี้จากผู้ค้ำประกันไม่ได้ (ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์มาตรา 687) และหากเป็นกรณีหนี้ที่ไม่มีกำหนดชำระหนี้ (ไม่มีกำหนดตามวันปฏิทินเป็นที่แน่นอน หรือ ไม่สามารถคำนวนนับเวลาชำระหนี้ตามปฏิทินได้) หรือมีกำหนดชำระหนี้แน่นอนแต่เจ้าหนี้ยอมรับชำระหนี้จากลูกหนี้ซึ่งชำระไม่ตรงตามกำหนดระยะเวลาโดยไม่โต้แย้ง เจ้าหนี้จะต้องแจ้งกำหนดเวลาให้ลูกหนี้ชำระหนี้เสียก่อน หากลูกหนี้ไม่ชำระหนี้ตามกำหนดเวลาดังกล่าวจึงจะตกเป็นผู้ผิดนัด และเจ้าหนี้จะมีสิทธิฟ้องผู้ค้ำประกันให้ชำระหนี้ได้ โดยมีเงื่อนไขคือจะต้องมีการบอกกล่าวผู้ค้ำประกันเป็นหนังสือเสียก่อนโดยจะต้องบอกกล่าวภายในหกสิบวันนับแต่วันที่ลูกหนี้ผิดนัด และผู้ค้ำประกันไม่ชำระหนี้ภายในกำหนดเวลาดังกล่าว ดังนั้นการที่จะฟ้องผู้ค้ำประกันได้นั้นลูกหนี้จะต้องผิดนัดกำหนดชำระหนี้เสียก่อนและได้มีหนังสือบอกกล่าวผู้ค้ำประกันได้ หากไม่มีการบอกกล่าวภายในระยะเวลาที่กำหนดผู้ค้ำประกันหลุดพ้นจากความรับผิดในดอกเบี้ยและค่าสินไหมทดแทน รวมถึงค่าภาระติดพันอันเป็นอุปกรณ์แห่งหนี้รายนั้นบรรดาที่เกิดขึ้นภายหลังจากพ้นกำหนดการบอกกล่าว (ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 686 วรรคหนึ่งและสอง)
เจ้าหนี้ยุคก่อนอาจจะสงสัยใช่มั๊ยคะ ว่าเมื่อก่อนตนสามารถฟ้องผู้ค้ำประกันได้โดยไม่ต้องมีหนังสือบอกกล่าว แต่ในปัจจุบันได้มีการแก้ไขมาตรา 686 และมีผลบังคับใช้ตั้งแต่วันที่ 11 กุมภาพันธ์ 2558 ดังนั้นแม้ว่าสัญญาค้ำประกันที่ท่านได้ทำจะเป็นช่วงก่อนกฎหมายมีการแก้ไข แต่เมื่อกฎหมายมีผลบังคับใช้แล้ว หากท่านที่เป็นเจ้าหนี้ประสงค์จะฟ้องผู้ค้ำประกันต้องมีหนังสือบอกกล่าวก่อนเสมอจึงจะสามารถฟ้องผู้ค้ำประกันได้ ตามมาตรา 686 วรรคหนึ่ง เพราะมาตรา 682 วรรคสอง เป็นบทบัญญัติถึงผลของการไม่ส่งหนังสือบอกกล่าวภายใน 60 วันนับแต่วันที่ลูกหนี้ผิดนัดเท่านั้นไม่ได้หมายความว่าหากเลยกำหนด 60 วันนับแต่ลูกหนี้ผิดนัด เจ้าหนี้สามารถฟ้องผู้ค้ำประกันได้เลยไม่ใช่แบบนั้น (ฎ.7407/2562,6837/2562) และหากผู้ค้ำประกันไม่ได้ยกข้อต่อสู้ว่าเจ้าหนี้ไม่ได้มีหนังสือบอกกล่าวชำระหนี้ภายใน 60 วันนับแต่ลูกหนี้ผิดนัด ผู้ค้ำประกันจึงไม่ต้องรับผิดในดอกเบี้ยและค่ำสินไหมทดแทน ตลอดจนค่าภาระติดพันอันเป็นอุปกรณ์แห่งหนี้รายนั้นที่เกิดขึ้นภายหลังจากพ้นกำหนดเวลา 60 วันนับแต่ลูกหนี้ผิดนัดขึ้นต่อสู้เจ้าหนี้ในศาลชั้นต้น ผู้ค้ำประกันสามารถยกข้อต่อสู้ดังกล่าวในชั้นอุทธรณ์หรือฎีกาได้ หรือขออนุญาตฎีกา (ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 249(1)) เพราะได้มีคำพิพากษาฎีกาตัดสินว่าปัญหาดังกล่าวเป็นข้อกฎหมายเกี่ยวด้วยความสงบเรียบร้อยของประชาชน (ฎ.1938/2563)ดังนั้นแม้ไม่ได้ยกขึ้นต่อสู้ในศาลชั้นต้นก็สามารถอุทธรณ์ได้ ไม่ต้องห้ามตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 225 และแม้ในชั้นอุทธรณ์จะไม่ได้ยกขึ้นต่อสู้ แต่หากมีการขออนุญาตฎีกาและศาลอนุญาต ผู้ค้ำประกันก็สามารถยกข้อต่อสู้ดังกล่าวในชั้นฎีกานี้ได้ ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่งมาตรา 252 ประกอบ มาตรา 225
3. สิทธิเกี่ยงของผู้ค้ำประกันนั้นสำคัญฉไหน
สิทธิเกี่ยงของผู้ค้ำประกัน หมายถึง สิทธิที่จะปฏิเสธในการชำระหนี้ของผู้ค้ำประกันให้เจ้าหนี้ไปบังคับชำระจากลูกหนี้เสียก่อน ซึ่งบัญญัติในประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 688-690 มีรายละเอียดดังนี้
1) ให้บังคับชำระกับลูกหนี้ก่อน เว้นแต่ลูกหนี้จะถูกศาลพิพากษาให้เป็นบุคคลล้มละลาย หรืออยู่ต่างประเทศ (ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 688)
2) ให้บังคับชำระจากลูกหนี้ก่อนในกรณีที่ผู้ค้ำประกันพิสูจน์ได้ว่าลูกหนี้นั้นมีทางที่จะชำระหนี้ได้ และการที่จะบังคับให้ลูกหนี้ชำระหนี้นั้นไม่เป็นการยาก เจ้าหนี้จะต้องบังคับกำรชำระหนี้รายนั้นเอาจากทรัพย์สินของลูกหนี้ก่อน (ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 689)
3) ผู้ค้ำประกันร้องขอให้เจ้าหนี้ชำระหนี้จากทรัพย์ที่ลูกหนี้ที่เอามาเป็นประกันก่อนที่จะบังคับชำระหนี้จากตน (ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 690) ซึ่งทรัพย์ที่เอามาเป็นประกันจะต้องเป็นทรัพย์ของลูกหนี้เท่านั้น
การจะใช้สิทธิตามเกี่ยงให้บังคับชำระจากลูกหนี้ก่อนตามมาตรา 688 และ 689 ไม่ได้หมายความว่าหากผู้ค้ำประกันยกข้อต่อสู้ดังกล่าวเจ้าหนี้ต้องฟ้องลูกหนี้ก่อนจึงจะบังคับได้ แต่เป็นข้อต่อสู้ที่จะสู้กันชั้นศาลเพื่อให้ศาลพิพากษาลำดับในการบังคับชำระหนี้ โดยเฉพาะมาตรา 689 ที่ผู้ค้ำประกันมีหน้าที่ต้องพิสูจน์ในการพิจารณาคดีให้ได้ความตามบทบัญญัติมาตราดังกล่าว หากพิสูจน์ไม่ได้ก็ไม่ได้รับประโยชน์จากสิทธิเกี่ยงนี้
เมื่อเจ้าหนี้ได้อ่านบทความนี้ก็เห็นช่องทางที่จะทำให้ผู้ค้ำประกันไม่มีสิทธิเกี่ยงโดยการเขียนข้อตกลงในสัญญาให้ผู้ค้ำประกันซึ่งเป็นบุคคลธรรมดายกเว้นสิทธิเกี่ยงทั้งสามมาตราใช่หรือไม่ แต่ขอบอกไว้ก่อนเลยว่า ช้าก่อนเถอะอานนท์ โปรดอ่านบทความนี้ให้จบก่อน!!!!! ปัจจุบันการที่เจ้าหนี้ ตกลงให้ผู้ค้ำประกันที่เป็นบุคคลธรรมดายกเว้นไม่ใช่สิทธิทั้งสามมาตราที่กล่าวมา ผลก็คือจะทำให้ผู้ค้ำประกันที่เป็นบุคคลธรรมดานั้นจะรับต้องผิดอย่างลูกหนี้ร่วมหรือในฐานะลูกหนี้ร่วมซึ่งข้อตกลงดังกล่าวมีผลทางกฎหมายเป็นโมฆะ(ไม่สามารถบังคับใช้ได้)ตามมาตรา 681/1
ในทางกลับกันหากผู้ค้ำประกันที่เป็นนิติบุคคลที่ยินยอมผูกพันตนอย่างลูกหนี้ร่วมหรือฐานะลูกหนี้ร่วมนั้น เจ้าหนี้สามารถตกลงยกเว้นสิทธิเกี่ยงทั้งสามมาตราได้ โดยระบุในสัญญาค้ำประกันว่าผู้ค้ำประกันยอมรับผิดอย่างลูกหนี้ร่วมกันกับลูกหนี้ และผู้ค้ำประกันไม่มีสิทธิตามมาตรา 688, 689 และ 690 หรือทำสัญญายกเว้นสิทธิทั้งสามมาตรา เพราะหากในข้อสัญญามีการยกเว้นสิทธิเพียงมาตราใดมาตรานึง ไม่สามารถตีความได้ว่าเป็นข้อตกลงยกเว้นสิทธิเกี่ยงตามมาตราอื่นได้ จะบังคับได้เฉพาะสิทธิเกี่ยงที่ระบุไว้ในสัญญาเท่านั้น (ฎ.3134/2561,3298/2561,22113/2555)
ฮั่นแน่ !! เริ่มปวดตาแล้วใช่มั๊ยคะ เราไม่ใจร้ายให้คุณอ่านต่อจนปวดตากันหรอกนะคะ เอาเป็นว่า กดไลค์ กดแชร์ กดติดตามเพจ กฎหมายสติและวิชิต และ ทนายแรงงาน นะคะ จะทำให้คุณไม่พลาดบทความกฎหมายที่น่าสนใจอย่างแน่นอน แล้วพบกับบทความ ค้ำประกันอย่างไรไม่เจ็บตัว (Part II)กับ 2 หัวข้อต่อไป คือ
1. ผู้ค้ำประกันชำระหนี้อย่างไรให้ไม่สิ้นสิทธิไล่เบี้ย
หัวข้อนี้ผู้เขียนตั้งใจเขียนโดยเฉพาะให้กับผู้ค้ำประกันที่มีความตั้งใจที่จะชำระหนี้แทนลูกหนี้ เมื่อชำระแล้วจะได้ไม่ต้องปวดหัวซ้ำซ้อนเพราะสิ้นสิทธิไล่เบี้ย
2. อานุภาพความร้ายกาจ ของ มาตรา 692
หัวข้อนี้นั้นไม่ได้เหมาะสำหรับผู้ค้ำประกันเพียงอย่างเดียว ลูกหนี้ก็ควรอย่างยิ่งที่จะต้องเข้ามาอ่านด้วย เพื่อไม่ให้ตนทำอะไรที่ทำให้อายุความสะดุดลงที่เป็นโทษไปถึงผู้ค้ำประกันด้วย โดยอธิบายถึงอายุความสะดุดหยุดลง คืออะไร และการกระทำแบบไหนบ้างที่ทำให้อายุความสะดุดหยุดลง
ก่อนจะจากกันไปขอลาไปด้วยมุกเสี่ยวเรียกรอยยิ้มจากผู้อ่าน “มะเร็งกับโควิดไม่รู้ปอดเลือกอะไร แต่ถ้าอยากปรึกษากฎหมาย อยากให้เธอเลือกเรานะ”
Flawless Lawyer