ค้ำประกันอย่างไรไม่ให้เจ็บตัว ตอนที่ 2
ค้ำประกันอย่างไรไม่ให้เจ็บตัว
(Part II)
ในบทความ ค้ำประกันอย่างไรไม่ให้เจ็บตัว (Part I) ได้อธิบายถึงองค์ประกอบของสัญญาค้ำประกันที่บังคับใช้ตามกฎหมาย และกล่าวถึงใจความสำคัญของค้ำประกันอย่างไรไม่ให้เจ็บตัว 3 หัวข้อด้วยกัน โดยหัวข้อแรกที่ได้เขียนในบทความที่แล้ว คือ ทีเด็ดของ มาตรา 694 โดยได้กล่าวถึงการใช้มาตราดังกล่าวเป็นอาวุธลับในฐานะผู้ค้ำประกันหรือในฐานะเจ้าหนี้ ต่อด้วยหัวข้อที่สอง ผู้ค้ำประกันจะต้องชำระหนี้เมื่อใดและความสำคัญของการบอกกล่าว ซึ่งผู้ค้ำประกันได้ทราบว่าเมื่อใดที่เจ้าหนี้จะเรียกร้องให้ชำระหนี้ตามสัญญาค้ำประกัน และความสำคัญของการได้รับหนังสือบอกกล่าวซึ่งเกี่ยวข้องกับความรับผิดของผู้ค้ำประกันที่อาจจะเพิ่มขึ้นหรือลดลง และ หัวข้อที่สาม สิทธิเกี่ยงนั้นสำคัญไฉน ที่ทำให้ผู้อ่านที่เป็นผู้ค้ำประกันหรือเจ้าหนี้รีบกลับไปดูสัญญาค้ำประกันของตนที่ทำไว้ว่าได้มีการกำหนดสิทธิเกี่ยงนี้หรือไม่
วันนี้เราจะทำตามสัญญาที่ให้ไว้ โดยจะอธิบาย 2 หัวข้อ ที่ยังไม่ได้อธิบายในคราวที่แล้ว ซึ่งก็คือ ผู้ค้ำประกันชำระหนี้อย่างไรให้ไม่สิ้นสิทธิไล่เบี้ย และ อานุภาพความร้ายกาจ ของ มาตรา 692 เพื่อไม่ให้เป็นการเสียเวลา เรามาเริ่มกันที่หัวข้อแรกของบทความนี้กันเลย!!
1. ผู้ค้ำประกันชำระหนี้อย่างไรให้ไม่สิ้นสิทธิไล่เบี้ย
ทุกท่านคงทราบดีว่าเมื่อท่านที่เป็นผู้ค้ำประกันชำระหนี้กับเจ้าหนี้ ท่านมีสิทธิที่จะไล่เบี้ยเอาจากลูกหนี้ในต้นเงินและดอกเบี้ยที่ได้ชำระไปตามสัญญาค้ำประกัน และรับช่วงสิทธิของเจ้าหนี้ที่มีเหนือลูกหนี้อีกด้วย โดยอายุความสิทธิในการไล่เบี้ยจากลูกหนี้นั้นมีอายุความ 10 ปี (ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 693),(ฎ.3895/2534,ฎ.3830/2552) แต่นั้นไม่ใช่สาระสำคัญของหัวนี้ เพราะในหัวข้อนี้เราจะตีแผ่กรณีผู้ค้ำประกันสิ้นสิทธิไล่เบี้ย ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 695 และ 696 ซึ่งมีรายละเอียดดังนี้
1.) ผู้ค้ำประกันสิ้นสิทธิไล่เบี้ยกรณีละเลยไม่ยกข้อต่อสู้ของลูกหนี้ขึ้นต่อสู้เจ้าหนี้ โดยสิทธิไล่เบี้ยที่สิ้นไปนั้นไม่ได้เสียไปทั้งหมด แต่เสียไปเฉพาะกรณีที่ไม่ยกขึ้นเป็นข้อต่อสู้เท่านั้น และหากพิสูจน์ได้ว่าตนไม่รู้ว่ามีข้อต่อสู้ดังกล่าวและการที่ไม่ทราบนั้นไม่ใช่ความผิดของตน ผู้ค้ำประกันก็ไม่สิ้นสิทธิไล่เบี้ย (ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 695)
2.) การที่ผู้ค้ำประกันชำระหนี้แทนลูกหนี้โดยไม่แจ้งให้ลูกหนี้ทราบ และลูกหนี้ได้มาชำระหนี้ดังกล่าวให้กับเจ้าหนี้อีก ผู้ค้ำประกันจะสิ้นสิทธิไล่เบี้ยกับลูกหนี้ แต่จะต้องฟ้องเรียกเงินคืนจากเจ้าหนี้ในฐานลาภมิควรได้ภายในกำหนดเวลา 1 ปี นับแต่วันที่ผู้ค้ำประกันทราบว่าตนมีสิทธิเรียกคืนจากเจ้าหนี้ หรือ ภายในกำหนดเวลา 10 ปี นับแต่สิทธิเรียกร้องนั้นมีขึ้น คือนับแต่วันที่ผู้ค้ำประกันได้ชำระหนี้ให้แก่เจ้าหนี้แทนลูกหนี้ (ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 696, มาตรา 419)
โปรดอย่าสับสน การสิ้นสิทธิไล่เบี้ยของผู้ค้ำประกันตามมาตรา 695 นั้น เป็นกรณีที่ผู้ค้ำประกันไม่ยกข้อต่อสู้ของลูกหนี้ แต่หากเป็นข้อต่อสู้ของผู้ค้ำประกันที่มีต่อเจ้าหนี้แล้วผู้ค้ำประกันไม่ยกขึ้นต่อสู้นั้นไม่อยู่ในบังคับตามมาตรา 695 หมายความว่าผู้ค้ำประกันยังคงมีสิทธิไล่เบี้ยจากลูกหนี้ได้
อีกหนึ่งประเด็นที่ผู้ค้ำควรระวังให้ดี คือ กรณีที่มีการกู้ยืมเงินจำนวนที่มากกว่าสองพันบาทขึ้นไปที่มีหลักฐานเป็นหนังสือและต่อมามีการกู้ยืมที่ไม่มีหลักฐานเป็นหนังสือ และผู้ค้ำประกันได้ทำสัญญาค้ำประกันในจำนวนหนี้ดังกล่าวทั้งสองครั้ง หากผู้ค้ำประกันชำระหนี้ทั้งหมดให้แก่เจ้าหนี้แทนลูกหนี้แล้ว เฉพาะส่วนที่ผู้ค้ำประกันชำระหนี้ในการกู้ยืมเงินที่ไม่มีหลักฐานเป็นหนังสือเป็นการที่ผู้ค้ำประกันไม่ยกข้อต่อสู้ที่ลูกหนี้มีต่อเจ้าหนี้ ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 694 ทำให้ผู้ค้ำประกันสิ้นสิทธิไล่เบี้ยในส่วนนี้กับลูกหนี้ ตามมาตรา 695 ดังนั้นถ้าไม่อยากให้การค้ำประกันหนี้นี้ต้องเจ็บหนักขึ้น เมื่อเจ้าหนี้ส่งหนังสือทวงถามให้ผู้ค้ำประกันชำระหนี้ หรือ เมื่อได้รับหมายเรียกให้ไปศาล อย่าพึ่งรีบชำระหนี้โดยไม่ตรวจสอบรายละเอียดข้อเท็จจริงก่อน เพราะอาจทำให้พลาดที่ต้องเสียเงินไปโดยสิ้นสิทธิไล่เบี้ยกับลูกหนี้ และในการให้การจะต้องยกข้อสู้ของลูกหนี้มีต่อเจ้าหนี้ เช่น เรื่องการกู้ยืมเงินตั้งแต่สองพันบาทขึ้นไปที่ไม่มีหลักฐานเป็นหนังสือให้ครบถ้วนด้วยมิฉะนั้นผู้ค้ำประกันแม้จะชำระหนี้ให้กับเจ้าหนี้แทนลูกหนี้ไปแล้วจะสิ้นสิทธิไล่เบี้ยเฉพาะส่วนที่ไม่ได้ยกขึ้นต่อสู้
ขอย้ำว่า ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 695 ให้สิทธิแก่ลูกหนี้ตามสัญญาหนี้ประธานเท่านั้นที่จะอ้างขึ้นต่อสู้ผู้ค้ำประกันซึ่งได้ชำระหนี้แล้วไม่ให้ไล่เบี้ยลูกหนี้ หากเป็นกรณีบุคคลภายนอกทำสัญญากับผู้ค้ำประกันตกลงว่าในกรณีที่ผู้ค้ำประกันเสียหายจากการที่เจ้าหนี้เรียกร้องให้ชำระเงินตามหนี้ประธานแทนลูกหนี้แล้ว บุคคลภายนอกจะเป็นผู้ชดใช้ความเสียหายที่ผู้ค้ำประกันได้รับจนครบ บุคคลภายนอกไม่สามารถยกเรื่องผู้ค้ำประกันละเลยไม่ยกข้อต่อสู้ของลูกหนี้ขึ้นต่อสู้คดีตามาตรา 694 ส่งผลให้ผู้ค้ำประกันไม่สามารถใช้สิทธิเรียกร้องให้ชำระหนี้ตามมาตรา 695 ไม่ได้ เพราะมาตรา 695 ให้สิทธิแก่ลูกหนี้ที่จะยกขึ้นเถียงผู้ค้ำประกันซึ่งได้ชำระหนี้แล้วไม่ให้ไล่เบี้ยลูกหนี้จำเลยเมื่อบุคคลภายนอกไม่ใช่ตัวลูกหนี้ แต่เป็นผู้ทำสัญญาผูกพันไว้กับผู้ค้ำประกันอีกส่วนหนึ่งต่างหาก จะใช้สิทธิของลูกหนี้ตามมาตรา 695 ไม่ได้ (ฎ.97/2522)
เห็นมั๊ยคะว่ามันยังมีช่องทางที่ผู้ค้ำประกันจะได้รับการชดใช้จากความเสียหายได้ ในกรณีที่มีบุคคลภายนอกเข้าทำสัญญากับผู้ค้ำประกันรับรองว่าจะชดใช้ความเสียหายที่ผู้ค้ำประกันได้รับ ดังนั้น หากเล็งเห็นได้ถึงความไม่น่าเชื่อถือของลูกหนี้ในการชำระหนี้แต่ได้ทำสัญญาค้ำประกันไปแล้ว ทางแก้ของผู้ค้ำประกันคือให้ลูกหนี้หาบุคคลภายนอกที่มีความน่าเชื่อถือและมีศักยภาพที่จะชำระค่าเสียหายให้กับผู้ค้ำประกันมาทำสัญญาว่าจะเป็นบุคคลที่จะชดใช้ความเสียหายจากการค้ำประกันดังกล่าวให้กับผู้ค้ำประกัน หรือก่อนจะมีการตกลงทำสัญญาค้ำประกัน ผู้ค้ำประกันอาจเรียกร้องให้ลูกหนี้ดำเนินการตามที่กล่าวมาจึงยินยอมที่จะทำสัญญาค้ำประกัน
เมื่อทราบช่องทางการได้รับความเสียหายแล้ว ผู้อ่านที่เป็นผู้ค้ำประกันคงสบายใจขึ้นบ้างใช่มั๊ยคะ แต่ขณะที่รู้สึกดีขึ้นก็เกิดความสงสัยว่าสิทธิไล่เบี้ยของผู้ค้ำประกันจะมีอายุความเท่าไหร่กันนะ ขอบอกเลยค่ะว่ากฎหมายค้ำประกันไม่มีการบัญญัติเรื่องอายุความสิทธิไล่เบี้ยไว้โดยเฉพาะจึงต้องใช้อายุความตามบทบัญญัติทั่วไปตามบทบัญญัติมาตรา 193/30 สิทธิไล่เบี้ยของผู้ค้ำประกันจึงมีอายุความ 10 ปี (ฎ.4578/2556) และหากเป็นกรณีที่ผู้ค้ำประกันได้ชำระหนี้ภายหลังลูกหนี้ถึงแก่ความตาย ผู้ค้ำประกันต้องปฏิบัติตามมาตรา 696 กล่าวคือ ผู้ค้ำประกันต้องแจ้งให้ทายาทของลูกหนี้ทราบด้วยว่าตนได้ชำระหนี้ดังกล่าวไปแล้ว และผู้ค้ำประกันมีสิทธิไล่เบี้ยทายาทของลูกหนี้ให้ชำระหนี้ให้ตนได้ภายใน 10 ปี ตามมาตรา 193/30 ไม่ใช้อายุความตามมาตรา 1754 วรรคสาม เพราะสิทธิไล่เบี้ยไม่ใช่สิทธิเรียกร้องคดีมรดก จึงไม่ต้องฟ้องทายาทภายในระยะเวลา 1 ปี นับแต่วันที่รู้หรือควรได้รู้ถึงความตายของเจ้ามรดก (ฎ.5241/2538)
2. ความร้ายกาจของมาตรา 692
ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 692 บัญญัติว่า “อายุความสะดุดหยุดลงเป็นโทษแก่ ลูกหนี้นั้น ย่อมเป็นโทษแก่ผู้ค้ำประกันด้วย” แค่ได้อ่านก็สงสัยแล้วใช่มั๊ยละคะว่าอายุความสะดุดหยุดลง คืออะไร แล้วโทษของมันทางกฎหมายคืออะไร แต่รู้ว่าที่แน่ๆ ผู้ค้ำประกันโดนด้วยแล้วหนึ่ง ถ้าคุณไม่อยากที่จะไม่รู้ต่อไป คุณคิดถูกแล้วค่ะที่อ่านบทความนี้
ก่อนที่จะพูดถึงอายุความสะดุดหยุดลงคืออะไร อยากให้ท่านที่กำลังสงสัยว่าอายุความคืออะไรแล้วมีความสำคัญอย่างไร ได้เข้าใจความหมายและความสำคัญของอายุความเสียก่อน ซึ่งอายุความหมายถึง ระยะเวลาที่กฎหมายบัญญัติให้ใช้สิทธิเรียกร้อง สิทธิทางศาล หรือสิทธิร้องทุกข์ โดยหากพ้น กำหนดระยะเวลาดังกล่าวแล้วจะไม่สามารถใช้สิทธิเรียกร้อง สิทธิทางศาล หรือ สิทธิร้องทุกข์ได้อีก ดังนั้นหากเรามีความประสงค์ที่จะใช้สิทธิดังกล่าวก็ต้องใช้สิทธิไม่เกินระยะเวลาอายุความที่กฎหมายกำหนด ซึ่งกฎหมายแต่ละฉบับอาจมีกำหนดระยะเวลาของอายุความไว้แตกต่างกัน กรณีที่มีกฎหมายเฉพาะระบุไว้ก็ต้องปฏิบัติตามระยะเวลาดังกล่าว และสำหรับอายุความในคดีอาญาและคดีแพ่งนั้นแตกต่างกัน โดยในกฎหมายอาญาได้มีการกำหนดอายุความของแต่ละฐานความผิดไว้โดยเฉพาะ ซึ่งแตกต่างจากกฎหมายแพ่งที่ในบางเรื่องไม่ได้มีกฎหมายกำหนดอายุความไว้ จึงมีบททั่วไปบังคับใช้สำหรับกรณีที่ไม่ได้มีการบัญญัติอายุความเรื่องดังกล่าวไว้โดยเฉพาะ ให้มีอายุความ 10 ปี ซึ่งหากใช้สิทธิเรียกร้องเกินระยะเวลาที่กฎหมายกำหนดลูกหนี้มีสิทธิที่จะปฏิเสธไม่ชำระหนี้ดังกล่าวได้ (ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 193/30,193/10,193/11) พอได้อ่านแบบนี้ลูกหนี้และผู้ค้ำประกันยิ้มหวานให้กันแล้ว เพราะคิดว่าถ้าเจ้าหนี้ไม่ได้ดำเนินคดีภายในอายุความเรื่องมันก็จบลงแล้ว แต่มันไม่ได้เป็นแบบนั้นค่ะ หากเจ้าหนี้ฟ้องคดีแพ่งโดยขาดอายุความและลูกหนี้หรือผู้ค้ำประกันไม่ได้ให้การต่อสู้ในประเด็นดังกล่าวไว้ ก็จะไม่มีการกำหนดเป็นประเด็นข้อพิพาท ซึ่งมีผลให้ศาลไม่สามารถวินิจฉัยในประเด็นดังกล่าวได้ ซึ่งหากศาลวินิจฉัยในประเด็นดังกล่าวก็เป็นการพิพากษาเกินคำขอเพราะเป็นการพิพากษาประเด็นที่ไม่ได้อยู่ในคำฟ้องและคำให้การ และปัญหาว่าคดีขาดอายุความหรือไม่ไม่ใช่ปัญหาข้อกฎหมายอันเกี่ยวด้วยความสงบเรียบร้อยของประชาชนที่ศาลจะยกขึ้นวินิจฉัยได้เอง ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 142 (5) แต่เป็นเรื่องที่จำเลย (ผู้ถูกฟ้องคดี) จะต้องให้การต่อสู้คดี (ฎ.7191/2558) ดังนั้นเวลาที่ ถูกเจ้าหนี้ฟ้องคดีแพ่งที่ขาดอายุความ ผู้ค้ำประกันและลูกหนี้ต้องให้การปฏิเสธว่าฟ้องดังกล่าวขาดอายุความลงแล้วเมื่อใดให้ชัดแจ้งเพื่อให้ศาลกำหนดประเด็นเป็นประเด็นข้อพิพาทว่าคดีขาดอายุความหรือไม่ ไม่อย่างงั้นต้องจะต้องมานั่งเสียใจภายหลัง
เมื่อเข้าใจถึงความหมายและความสำคัญของอายุความแล้ว ต่อไปจะกล่าวถึง อายุความสะดุดหยุดลง ซึ่งหมายถึงมีการกระทำที่กฎหมายบัญญัติให้หากมีการกระทำดังกล่าวนั้นจะมีผลให้ระยะอายุความเดิมสิ้นสุดลง ไม่ถูกนับเข้าเป็นระยะเวลาของอายุความซึ่งอายุความใหม่ที่จะใช้บังคับยังคงระยะเวลาเดิม แต่แค่ระยะเวลาที่ผ่านมานั้นไม่ถูกนับเข้ารวมเป็นอายุความ คืออายุความเริ่มนับใหม่นั้นเองโดยประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 193/14 ได้บัญญัติให้การกระทำเหล่านี้เป็นการกระทำที่ทำให้อายุความสะดุดหยุดลง มีรายละเอียดดังนี้
1.) ลูกหนี้รับสภาพหนี้ต่อเจ้าหนี้ตามสิทธิเรียกร้องโดยทำเป็นหนังสือรับสภาพหนี้ให้ชำระหนี้ให้บางส่วนชำระดอกเบี้ย ให้ประกัน หรือกระทำการใด ๆ อันปราศจากข้อสงสัยแสดงให้เห็นเป็นปริยายว่ายอมรับสภาพหนี้ตามสิทธิเรียกร้อง
หนังสือรับสภาพหนี้ คือ หนังสือที่ลูกหนี้ยอมรับว่าตนเป็นหนี้ต่อเจ้าหนี้จริง ซึ่งมูลหนี้นั้นสามารถบังคับได้ตามกฎหมาย โดยหากได้กระทำก่อนจะขาดอายุความจะมีผลทำให้อายุความสะดุดหยุดลง ตาม ป.พ.พ.มาตรา 193/14 จึงต้องเริ่มนับอายุความใหม่ แต่หากลูกหนี้ได้ทำหนังสือรับสภาพหนี้ภายหลังหนี้ขาดอายุความ จะไม่เป็นการรับสภาพหนี้แต่เป็นหนังสือรับสภาพความรับผิด อายุความใหม่หลังจากทำหนังสือรับสภาพหนี้ที่ขาดอายุความจะมีกำหนดอายุความสองปีนับแต่วันที่ได้รับสภาพความรับผิดหรือให้ประกัน (ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 193/35)
2.) เจ้าหนี้ฟ้องคดีเพื่อตั้งหลักฐาน สิทธิเรียกร้อง หรือ เพื่อให้ชำระหนี้
3.) เจ้าหนี้ได้ยื่นคำขอรับชำระหนี้ในคดีล้มละลาย
4.) เจ้าหนี้ได้มอบข้อพิพาทให้อนุญาโตตุลาการพิจารณา
5.) เจ้าหนี้ได้กระทำการอื่นใดอันมีผลเป็นอย่างเดียวกันกับการฟ้องคดี
ตอนนี้ผู้อ่านเข้าใจแล้วว่าทำไมอายุความจึงมีความสำคัญ และอายุความสะดุดหยุดลงคืออะไร ผลของอายุความสะดุดหยุดลงคืออะไร แต่ก็ยังมองภาพไม่ออกว่ามันจะทำให้ลูกหนี้หรือผู้ค้ำประกันเจ็บจิ๊ดไปถึงทรวงในได้อย่างไร เอาอย่างงี้ เราจะยกตัวอย่างให้คุณได้อ่านประกอบเพื่อทำให้เข้าใจมากยิ่งขึ้น
ตัวอย่าง
เมื่อวันที่ 1 กรกฎาคม 2550 นาย ก กู้ยืมเงินจาก นาย ข 500,000 บาท มีหลักฐานเป็นหนังสือลงลายมือชื่อนาย ก ผู้กู้ และการทำสัญญากู้ยืมเงินมีนาย ค ทำสัญญาค้ำประกันการกู้ยืมเงินดังกล่าว 500,000 บาท โดยมีกำหนดให้ชำระวันที่ 31 กรกฎาคม 2550 เมื่อถึงกำหนดเวลาดังกล่าวนาย ก ไม่ชำระหนี้ นาย ข ได้ทำหนังสือบอกกล่าวให้ผู้ค้ำประกันชำระหนี้ภายในกำหนดประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 686 และผู้ค้ำประกันไม่ชำระหนี้ อายุความสิทธิในการฟ้องตามสัญญากู้ยืมเงินที่ไม่มีการชำระแบบแบ่งเป็นงวดจะมีอายุความ 10 ปี ดังนั้นนาย ข เจ้าหนี้จะต้องฟ้องคดี นาย ก ให้ชำระหนี้ และ ค ให้ชำระหนี้ในฐานะผู้ค้ำประกัน ภายในวันที่ 1 กรกฎาคม 2560
เมื่อวันที่ 1 มิถุนายน 2560 นาย ก ได้ทำหนังสือรับสภาพหนี้ยอมรับว่าเป็นหนี้จริง จะทำให้อายุความที่กฎหมายบัญญัติให้มีอายุความ 10 ปี ที่ดำเนินมาตั้งแต่ 1 กรกฎาคม 2550 จนถึงวันที่ 31 พฤษภาคม 2560 สะดุดหยุดลง และเริ่มนับอายุความ (10 ปี) ใหม่ ตั้งแต่วันที่ 1 มิถุนายน 2560 ซึ่งหมายความว่าสิทธิในการฟ้องคดีของเจ้าหนี้นั้นจะสิ้นสุทธิวันที่ 1 มิถุนายน 2570 !!!
เมื่อวันที่ 1 กรกฎาคม 2570 นาย ก ได้ทำหนังสือรับสภาหนี้ภายหลังหนี้ซึ่งเป็นการทำหนังสือรับภาพหนี้ภายหลังหนี้ขาดอายุความ (ภายหลัง 1 มิถุนายน 2570) ซึ่งตามกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ถือเป็นการทำหนังสือรับสภาพความผิด และตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 193/35 กำหนดให้มีอายุความสองปีนับแต่วันที่ได้ทำหนังสือรับสภาพความรับผิดหรือให้ประกัน ดังนั้นอายุความในการฟ้องคดีของเจ้าหนี้จะสิ้นสุดลงวันที่ 1 กรกฎาคม 2572 !!!
ตอนนี้เรารู้แล้วว่าหากมีการกระทำตามมาตรา 193/14 ที่มีผลทำให้อายุความของลูกหนี้สะดุดหยุดลงและเริ่มนับใหม่ จะมีผลร้ายต่อความรับผิดของผู้ค้ำประกันที่ถูกเริ่มนับใหม่เช่นเดียวกัน แต่หากผู้ค้ำประกันทำให้อายุความสะดุดหยุดลง มีผลต่อผู้ค้ำประกันฝ่ายเดียวและอายุความสะดุดหยุดลงไม่มีผลต่อลูกหนี้ เพราะไม่มีบทบัญญัติกฎหมายใดบัญญัติไว้ว่าให้มีผลไปถึงลูกหนี้ด้วย (ฎ.1438/2550,ฎ.14281/2558) กังวลใจใช่มั๊ยละคะว่าหนี้ที่ตนได้ค้ำประกันไว้มีผู้ค้ำประกันหลายคน แล้วถ้าดันมีผู้ค้ำประกันคนอื่นทำให้อายุความสะดุดหยุดลงจะมีผลถึงเราด้วยมั๊ยในฐานะที่เป็นผู้ค้ำประกันเหมือนกัน ก็ขอบอกเลยว่า ในกรณีที่มีผู้ค้ำประกันหลายคน หากผู้ค้ำประกันรายหนึ่งทำให้อายุความสะดุดหยุดลงไม่เป็นผลถึงผู้ค้ำประกันคนอื่น เพราะมาตรา 692 ไม่ได้บัญญัติว่า หากอายุความสะดุดหยุดลงเป็นโทษแก่ผู้ค้ำประกันร่วมรายหนึ่งจะเป็นโทษแก่ผู้ค้ำประกันร่วมรายอื่นด้วย บทบัญญัติดังกล่าวเป็นนิติสัมพันธ์ระหว่างผู้ค้ำประกันกับลูกหนี้ แต่ในระหว่างผู้ค้ำประกันด้วยกันบทบัญญัติลักษณะค้ำประกันไม่ได้กำหนดความรับผิดต่อกันไว้ จึงต้องใช้หลักทั่วไปตาม มาตรา 295 ซึ่งกำหนดว่า อายุความของลูกหนี้ร่วมคนใดย่อมเป็นไปเพื่อคุณและโทษเฉพาะแก่ลูกหนี้คนนั้น (ฎ.6403/2561)
เห็นมั๊ยละคะ ว่าอานุภาพของมาตรา 692 มันช่างร้ายกาจอย่างที่ได้บอกไว้เลย แม้ผู้ค้ำประกันไม่ได้เป็นคนทำให้อายุความสะดุดหยุดลง แต่หากลูกหนี้เป็นคนทำ เราก็รับผลไปด้วย แต่ถ้าเราในฐานะผู้ค้ำประกันได้ทำให้อายุความสะดุดหยุดลงกลับไม่มีผลถึงลูกหนี้ มิหนำซ้ำระหว่างผู้ค้ำประกันด้วยกันก็ไม่มีผลอีก เรียกได้ว่าเราแบกรับความเจ็บปวดนี้เพียงลำพังกันเลยทีเดียว
เป็นอย่างไรบ้างคะ กับ 5 หัวข้อที่เราได้นำเสนอให้กับผู้อ่าน ที่ไม่ว่าท่านจะเป็นผู้ค้ำประกัน หรือ เป็นเจ้าหนี้ แต่เมื่ออ่านแล้วก็ได้รับความรู้ที่ท่านสามารถนำไปปรับใช้ให้เหมาะสมกับตัวท่านเอง แต่หากท่านอ่านและชอบบทความนี้ ก็อย่าลืมกดไลค์ กดแชร์ คอมเม้นเพื่อเป็นกำลังใจแก่ผู้เขียนได้ที่เพจ กฎหมายสติและวิชิต หรือหากท่านสนใจความรู้เกี่ยวกับกฎหมายแรงงาน ทางเราก็มีเพจ ทนายแรงงาน ที่มีบทความที่เกี่ยวข้องกับกฎหมายแรงงานให้ท่านได้เลือกอ่านกันให้เต็มที่ค่ะ
รู้นะคะว่ารออะไร รอมุกเสี่ยวเรียกร้อยยิ้มกันใช่มั๊ยคะ เอาเป็นว่าเราไม่เล่นพร่ำเพรื่อค่ะ เพราะเราเป็นคนตลกแต่ไม่ตลอดค่ะ หยอกๆคะ จริงๆคือกลัวผู้อ่านไม่ฮาแต่จะกำหมัดแทน เอาเป็นว่ามาพบกันใหม่ในบทความต่อไปนะคะ
Flawless Lawyer