13-ระยะเวลาในการบังคับคดี

บทความทนายชวนคิด ตอนที่ 11 : ระยะเวลาในการบังคับคดี

          1. เรื่องระยะเวลาในการบังคับคดีโดยหลักโจทก์นั้นมีระยะเวลาในการบังคับคดี 10 ปี ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 274 วรรคหนึ่ง

                 ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 274 วรรคหนึ่ง โดยหลักแล้วมีกำหนดระยะเวลาในการบังคับคดี 10 ปี นับแต่วันที่ศาลนั้นได้มีคำพิพากษาโดยการนับระยะเวลานั้นแบ่งออกเป็น 2 กรณี

                 กรณีแรก ภายใน 10 ปี นับตั้งแต่วันที่ศาลนั้นได้มีคำพิพากษา หมายถึง วันที่มีคำพิพากษาของศาลชั้นต้นที่สุดในคดีนั้น โดยแตกต่างคนละเรื่องกับวันที่มีคำพิพากษาถึงที่สุด ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 147

                 กรณีสอง การนับระยะเวลาตามกฎหมายต้องบังคับ ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 193/3 วรรคสอง โดยไม่ให้นับวันแรก หมายถึงไม่ให้นับวันแรกที่ศาลมีคำพิพากษานับรวมอยู่ด้วย

                 ตัวอย่างเช่น ศาลชั้นต้นมีคำพิพากษาในวันที่ 1 กันยายน 2560 หากมไม่มีคู่ความฝ่ายใดอุทธรณ์ คดีจะถึงที่สุดในวันที่ 1 ตุลาคม 2560 ดังนั้นการนับระยะเวลา 10 ปี ตามมาตรา 274 วรรคหนึ่ง จะต้องนับตั้งแต่วันที่ 1 กันยายน 2560 อันเป็นวันที่ถือว่ามีคำพิพากษาของศาลชั้นต้นที่สุดในคดีนั้น ไม่ได้นับตั้งแต่วันที่ 1 ตุลาคม 2560 อันเป็นวันที่คดีนั้นถึงที่สุด และตามมาตรา 193/3 วรรคสอง ไม่ให้นับวันที่ 1 กันยายน 2560 อันเป็นวันแรกนั้นรวมเข้าอยู่ด้วย ดังนั้นระยะเวลาในการบังคับคดีจึงจะเริ่มนับตั้งแต่วันที่ 2 กันยายน 2560 และจะครบกำหนด 10 ปี ในวันที่ 1 กันยายน 2570

                 แต่ตามตัวอย่างข้างต้นหากคดีดังกล่าวนั้นคู่ความฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งได้มีการยื่นอุทธรณ์ และศาลอุทธรณ์นั้นได้มีคำพิพากษาในวันที่ 1 มกราคม 2561 โดยไม่มีคู่ความฝ่ายใดนั้นยื่นฎีกา คดีจึงจะถึงที่สุดในวันที่ 1 กุมภาพันธ์ 2561 ดังนั้นการนับระยะเวลา 10 ปี ตามมาตรา 274 วรรคหนึ่ง จะต้องนับตั้งแต่วันที่ 1 มกราคม 2561 ซึ่งเป็นวันที่มีคำพิพากษาที่มีคำพิพากษาของศาลชั้นที่สุดหรือชั้นอุทธรณ์ ไม่ใช่นับตั้งแต่วันที่ 1 กุมภาพันธ์ 2561 อันเป็นวันที่คดีถึงที่สุดแต่อย่างใด และตามมาตรา 193/3 วรรคสอง ไม่ให้นับตั้งแต่วันที่ 1 มกราคม 2561 เป็นวันแรกรวมเข้าอยู่ด้วย ดังนั้นระยะเวลาในการบังคับคดีจึงจะต้องเริ่มนับตั้งแต่วันที่  2 มกราคม 2561 และจะครบกำหนด 10 ปี ในวันที่ 2 มกราคม 2571

                 การร้องขอให้บังคับคดีภายใน 10 ปี นับแต่วันที่ศาลมีคำพิพากษา เจ้าหนี้ตามคำพิพากษานั้นจะต้องดำเนินการตามขั้นตอนต่างๆให้ครบ ดังต่อไปนี้

                 1. ต้องขอให้ศาลออกหมายบังคับคดี

                 2. ต้องแจ้งให้เจ้าพนักงานบังคับคดีนั้นทราบว่าศาลได้ออกหมายบังคับคดีแล้ว

                 3. ต้องยื่นคำแถลงต่อเจ้าพนักงานบังคับคดี ขอให้ยึดหรืออายัดทรัพย์ของลูกหนี้ตามคำพิพากษา

                 ซึ่งขั้นตอนในสามข้อดังกล่าวนี้เจ้าหนี้ตามคำพิพากษานั้นจะต้องดำเนินการให้ครบภายใน 10 ปี หากแต่ดำเนินอาจแค่ขอให้ศาลออกหมายบังคับคดี โดยไม่ได้ดำเนินการขั้นตอนต่อไปจนพ้นกำหนดระยะเวลา 10 ปี ดังนี้ย่อมถือว่าเจ้าหนี้ตามคำพิพากษานั้นหมดสิทธิในการบังคับคดีเอาทรัพย์ของลูกหนี้ตามคำพิพากษา ฎ.5476/2536

                 แต่ในทางกลับกันหากเจ้าหนี้ตามคำพิพากษานั้นได้ดำเนินการครบ 3 ขั้นตอน แล้วถึงแม้เจ้าพนักงานบังคับคดีนั้นจะไปยึดทรัพย์สินของจำเลยเมื่อพ้นกำหนดระยะเวลา 10 ปี ก็ถือเป็นขั้นตอนการดำเนินงานของเจ้าพนักงานบังคับคดีโดยถือว่าเจ้าหนี้ตามคำพิพากษานั้นได้ดำเนินการบังคับคดีครบทุกขั้นตอนแล้ว จึงถือได้ว่าเจ้าหนี้ตามคำพิพากษานั้นได้ปฏิบัติหน้าที่ของตนเองครบถ้วนแล้วภายในกำหนดระยะเวลา 10 ปี นับแต่วันที่ศาลมีคำพิพากษา ฎ.4816/2528

                 และหากในกรณีการใช้สิทธิติดตามเอาทรัพย์คืน ซึ่งแม้จะไม่มีกำหนดในอายุความ แต่หากโจทก์นั้นได้ฟ้องเรียกรถยนต์ของโจทก์คืนจากจำเลยและศาลได้มีคำพิพากษาให้จำเลยนั้นคืนรถยนต์หรือให้ใช้ราคาทรัพย์แล้ว การบังคับคดีก็ยังจะคงต้องปฏิบัติ ตามมาตรา 274 อยู่คือ โจทก์ต้องดำเนินการบังคับคดีภายใน 10 ปี ฎ.482/2536

                 หรือในกรณีที่ศาลนั้นมีคำสั่งปรับนายประกันในคดีอาญาที่ไม่นำตัวจำเลยมาส่งศาล ความรับผิดตามสัญญาประกันนั้นถือเป็นความรับผิดทางแพ่ง ดังนั้นสำนักงานศาลยุติธรรมจะต้องร้องขอให้บังคับคดีภายในกำหนดระยะเวลา 10 ปี นับแต่วันที่ศาลมีคำสั่งตามมาตรา 274 หาใช่ว่าจะมีสิทธิขอบังคับคดีเมื่อใดก็ได้โดยไม่มีเวลามาจำกัด ฎ.6506/2560

                 หรือหากในกรณีที่ศาลพิพากษาให้จำเลยนั้นโอนที่ดินให้แก่ผู้ร้อง หากไม่โอนให้ถือเอาคำพิพากษาแทนการแสดงเจตนา ดังนั้นผู้ร้องจะต้องดำเนินการบังคับคดีภายใน 10 ปี ฎ.5088/2554

                 หรือหากในกรณีที่ศาลนั้นได้มีคำพิพากษาตามยอดให้จำเลยนั้นจดทะเบียนโอนที่ดินให้โจทก์ โดยให้โจทก์ชำระค่าที่ดิน 200,000 บาท ให้แก่จำเลยภายใน 6 เดือน นับแต่วันที่มีคำพิพากษา ดังนี้ระยะเวลา 6 เดือนจึงเป็นกำหนดระยะเวลาให้โจทก์จำเลยปฏิบัติตามสัญญาเท่านั้น หากไม่ปฏิบัติตามก็สามารถบังคับคดีกันไปได้ภายใน 10 ปี ฎ.16121/2556

                 หรือกรณีการเฉลี่ยทรัพย์ก็ถือเป็นการบังคับคดีอย่างหนึ่งก็จะต้องกระทำภายใน 10 ปี นับแต่วันที่ศาลได้มีคำพิพากษา ฎ.816/2543

                 ระยะเวลาการบังคับคดีตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 274 ไม่ใช่อายุความ

                 เมื่อไม่ใช่เรื่องอายุความแล้วนั้นศาลย่อมมีอำนาจสั่งขยายหรือย่นระยะเวลาได้โดยคู่ความนั้นไม่จำเป็นต้องร้องขอตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 23 และการที่จำเลยนำเงินมาชำระหนี้ให้โจทก์บางส่วนนั้นย่อมไม่มีผลให้การนับระยะเวลาการบังคับคดีของโจทก์นั้นเปลี่ยนแปลงไป ฎ.5829/2548

                 หากเจ้าหนี้ตามคำพิพากษาได้ดำเนินการบังคับคดีครบตามสามขั้นตอนข้างต้นก็สามารถขอให้เจ้าพนักงานบังคับคดีดำเนินต่อไปได้จนแล้วเสร็จ

                 โดยหากเจ้าหนี้ตามคำพิพากษาได้ดำเนินการจนถึงการยึด อายัด หรือดำเนินการบังคับคดีโดยวิธีอื่นไว้แล้วภายในกำหนดระยะเวลา 10 ปี ก็ให้เจ้าพนักงานบังคับคดีดำเนินการไปจนแล้วเสร็จได้ เช่น เจ้าพนักงานบังคับคดีได้ดำเนินการอายัดเงินเดือนของจำเลยหรือลูกหนี้ตามคำพิพากษาไปยังนายจ้างของจำเลยแล้วภายในระยะเวลา 10 ปี เมื่อจำเลยหรือลูกหนี้ตามคำพิพากษานั้นยังชำระหนี้ไม่ครบการอายัดที่ได้ทำไว้แล้วก็ยังคงมีผลต่อไปจนกว่าจะแล้วเสร็จ ฎ.5946/2556

                 การยึดทรัพย์ของจำเลยหรือลูกหนี้ตามคำพิพากษานั้นย่อมครบคลุมไปถึงดอกผลธรรมดา และดอกผลนิตินัยของทรัพย์จำเลยหรือลูกหนี้ตามคำพิพากษานั้นด้วย

                 เช่น โจทก์ยึดหุ้นของจำเลยไว้ภายใน 10 ปี โจทก์ย่อมมีสิทธิอายัดเงินปันผลของหุ้นที่จำเลยถือนั้นได้ แม้จะพ้นกำหนดไป 10 ปีแล้วก็ตาม ฎ.988/2559

                 กำหนดระยะเวลา 10 ปี ของการบังคับคดีเอากับจำเลยหรือลูกหนี้ตามคำพิพากษานั้นจะต้องยึดถือตามจำเลยในแต่ละคดีเป็นรายคนไป ฎ.5455/2556

                 ในกรณีที่ผู้ซื้ออสังหาริมทรัพย์จากการขายทอดตลาดของกรมบังคับคดีนั้น ผู้ซื้อมีสิทธิร้องขอให้ออกหมายบังคับคดีบังคับให้ลูกหนี้รวมถึงบริวารนั้นออกไปจากอสังหาฯ นั้นได้

                 ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 334 เป็นการดำเนินการบังคับคดีต่อเนื่องจากโจทก์ที่ได้ยึดที่ดินพร้อมสิ่งปลูกสร้างออกขายทอดตลาดภายในระยะเวลา 10 ปี แล้ว ดังนั้นผู้ซื้ออสังหาริมทรัพย์จึงไม่จำเป็นที่จะต้องยื่นคำขอให้บังคับคดีภายใน 10 ปี แต่อย่างใดเลย ฎ.5502/2555

                 เจ้าหนี้ตามคำพิพากษานอกจากหมายถึงคู่ความที่เป็นฝ่ายชนะคดีแล้วนั้นยังรวมถึงบุคคลที่ศาลมีคำพิพากษาหรือคำสั่งให้ได้รับชำระหนี้ด้วย

                 โดยไม่ว่าเจ้าหนี้ตามคำพิพากษาหรือบุคคลที่มีคำพิพากษาหรือคำสั่งให้ได้รับชำระหนี้นั้นย่อมมีสิทธิในการร้องขอให้บังคับคดีได้ เช่น ผู้รับประโยชน์ตามสัญญาประนีประนอมยอมความ เป็นต้น

                 ในทางกลับกันลูกหนี้ตามคำพิพากษาหมายความรวมถึงบุคคลภายนอกที่ได้เข้ามาทำสัญญาประนีประนอมยอมความโดยตกลงชำระหนี้ให้แก่โจทก์ และศาลได้มีคำพิพากษาไปตามสัญญาประนีประนอมยอมความดังกล่าวด้วย ฎ.3787/2564

                 กรณีที่ศาลได้มีคำพิพากษาให้จำเลยนั้นจดทะเบียนโอนที่ดินให้แก่โจทก์และโจทก์ชำระค่าที่ดินในส่วนที่เหลือให้แก่จำเลย ตามสัญญาจะซื้อจะขายนั้น

                 ย่อมถือว่ากรณีดังกล่าวนั้นไม่ว่าโจทก์จำเลยนั้นต่างเป็นเจ้าหนี้ลูกหนี้ตามคำพิพากษาซึ่งกันและกัน ดังนั้นจำเลยย่อมมีสิทธิขอให้บังคับคดีในส่วนเงินที่โจทก์จะต้องจ่ายให้กับจำเลยได้ ฎ.781/2544

          2. หากคำพิพากษาหรือคำสั่งได้กำหนดให้ชำระหนี้เป็นงวดเป็นรายเดือน รายปี หรือกำหนดให้ชำระหนี้อย่างใดในอนาคต ให้นับระยะเวลาสิบปี ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 274 วรรคหนึ่ง ตั้งแต่วันที่หนี้ตามคำพิพากษาหรือคำสั่งนั้นสามารถบังคับเอาให้ชำระได้ ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 274 วรรคสอง

                   ตัวอย่างคำพิพากษาที่กำหนดให้ชำระหนี้เป็นงวดๆ เช่น ศาลพิพากษาให้ขับไล่และให้จำเลยนั้นชำระค่าเสียหายให้แก่โจทก์เป็นรายเดือนเป็นเงินเดือนละ 20,000 บาท นับตั้งแต่วันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจำเลยนั้นจะขนย้ายทรัพย์สินและบริวารออกไปจากที่ดินของโจทก์ ดังนั้นเมื่อกำหนดระยะเวลาในการบังคับคดีภายใน 10 ปี จะเริ่มนับตั้งแต่เมื่อหนี้ถึงกำหนดชำระเป็นรายงวดไป หากงวดใดยังไม่เกิน 10 ปี เจ้าหนี้ตามคำพิพากษายังมีสิทธิร้องขอให้บังคับคดีในงวดนั้นต่อไปได้ ฎ.2700/2524

                 แต่ถ้าหากสัญญาประนีประนอมยอมความนั้นมีข้อความตกลงกันว่า หากผิดนัดงวดใดงวดหนึ่งให้ถือว่าผิดนัดทั้งหมด และยอมให้โจทก์นั้นบังคับคดีได้ทันที ดังนั้นระยะเวลา 10 ปี จะต้องเริ่มนับตั้งแต่วันที่จำเลยผิดนัดชำระหนี้งวดแรกเป็นต้นไป ฎ.5829/2548

          3. เจ้าหนี้ตามคำพิพากษานั้นสามารถโอนสิทธิเรียกร้องตามคำพิพากษาให้แก่บุคคลภายนอกได้ และให้บุคคลผู้รับโอนหรือรับช่วงสิทธิตามคำพิพากษานั้น มีสิทธิร้องขอต่อศาลเพื่อเข้าสวมสิทธิเป็นเจ้าหนี้ตามคำพิพากษา และมีอำนาจดำเนินการบังคับคดีกับลูกหนี้ตามคำพิพากษาต่อไปได้ ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 274 วรรคสาม

                   โดยตามบทบัญญัติมาตรา ดังกล่าวนั้นกฎหมายกำหนดอนุญาตให้เข้าสวมสิทธิได้แค่เฉพาะหนี้เงิน ส่งคืนหรือส่งมอบทรัพย์เฉพาะสิ่งเท่านั้น ในส่วนกรณีที่มีคำพิพากษาที่ให้กระทำการ งดเว้นกระทำการ หรือให้ขับไล่หรือรื้อถอนนั้น ผู้รับโอนหรือผู้รับช่วงสิทธิจะไม่สามารถขอเข้าสวมสิทธิเป็นเจ้าหนี้ตามคำพิพากษาเพื่อมาดำเนินการบังคับคดีเอากับลูกหนี้ตามคำพิพากษาได้

          4. ข้อสังเกตเพิ่มเติม ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 274

                   4.1 การบังคับคดีนั้นจะต้องเรียงลำดับก่อนไปหลัง เช่นศาลมีคำพิพากษาให้จำเลยโอนที่ดินคืนให้แก่โจทก์ หากโอนที่ดินดังกล่าวให้แก่โจทก์ไม่ได้นั้นให้จำเลยดำเนินการคืนมัดจำให้แก่โจทก์ หากสภาพแห่งหนี้ยังคงเปิดช่องให้จำเลยสามารถโอนที่ดินคืนให้แก่โจทก์ได้อยู่ จำเลยจะมาขอคืนเงินมัดจำให้แก่โจทก์โดยที่ไม่ยอมโอนที่ดินให้แก่โจทก์ไม่ได้ ฎ.788/2543

                   4.2 หากกรณีที่ศาลได้มีคำพิพากษาออกมาแล้ว แต่หลังจากนั้นโจทก์กับจำเลยได้มาทำข้อตกลงกันใหม่ภายหลังศาลได้มีคำพิพากษา

                             4.2.1 มีข้อตกลงนอกศาลโดยศาลไม่ได้ทราบ กรณีนี้หากมีข้อตกลงต่อกันโดยศาลไม่ได้รับรู้ในข้อตกลงดังกล่าว คู่กรณีจะยกเอาข้อตกลงดังกล่าวยกขึ้นต่อสู้เพื่อไม่ให้มีการบังคับคดีกันต่อไปไม่ได้ ฎ.80/2502

                             4.2.2 มีข้อตกลงในศาลโดยศาลรับรู้ถึงข้อตกลง กรณีนี้ได้มีการมาทำข้อตกลงกันในศาลโดยมาทำข้อตกลงในรูปแบบของสัญญาประนีประนอมยอมความต่อหน้าศาล และได้มีการบันทึกไว้ในรายงานกระบวนพิจารณาของศาล ดังนั้นย่อมเท่ากับว่ามูลหนี้ตามคำพิพากษาเดิมย่อมระงับไป และย่อมมีผลทำให้โจทก์จำเลยย่อมมีผลผูกพันกันใหม่ตามสัญญาประนีประนอมยอมความ หากจำเลยปฏิบัติผิดสัญญาต่อโจทก์  โจทก์จะต้องไปฟ้องจำเลยเป็นคดีใหม่โดยอาศัยตามมูลหนี้สัญญาประนีประนอมยอมความที่ได้ทำกับจำเลยในชั้นศาล โจทก์ย่อมไม่สามารถมาดำเนินการขอบังคับคดีตามคำพิพากษาอันเป็นมูลหนี้เดิมที่ถูกระงับโดยสัญญาประนีประนอมยอมความในชั้นศาลต่อจำเลยได้      ฎ.2576/2531

                             4.2.3 ถ้าเจ้าหนี้ตามคำพิพากษา หรือลูกหนี้ตามคำพิพากษานั้นถึงแก่ความตาย ในชั้นบังคับคดี สิทธิและหน้าที่ตามคำพิพากษานั้นย่อมตกเป็นมรดกแก่ทายาท ทายาทย่อมมีสิทธิร้องขอให้บังคับคดีตามคำพิพากษานั้นต่อไปได้ ฎ.2761/2560

นายพีรกร สุขสุเมฆ

ผู้เขียน

ทนายความ