11-ถอนฟ้องลงแม่น้ำ

บทความทนายชวนคิด ตอนที่ 9 : ถอนฟ้องลงแม่น้ำ

          เรื่องของการถอนฟ้องนั้น แบ่งเป็น สองกรณี กรณีแรก คือ เป็นการถอนฟ้องก่อนจำเลยนั้นได้ยื่นคำให้การต่อศาลโดยทำเป็นคำบอกกล่าว ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 175 วรรค 1 ส่วนกรณีที่สอง คือเป็นการถอนฟ้องภายหลักจากที่จำเลยนั้นได้ยื่นคำให้การมาแล้วโดยทำเป็นคำร้องขอถอนฟ้องตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 175 วรรค 2

          กรณีแรก การถอนฟ้องก่อนจำเลยจะยื่นคำให้การ โดยยื่นคำบอกกล่าวเป็นหนังสือ ซึ่งกรณีนี้ศาลไม่จำเป็นที่จะต้องสอบถามจำเลยก่อนแต่อย่างใด และศาลจะต้องอนุญาตให้โจทก์ถอนฟ้องได้เสมอ กรณีคำคัดค้านคำร้องขอคุ้มครองชั่วคราวนั้นไม่ถือว่าเป็นคำให้การ แม้จำเลยจำเลยจะยื่นคำคัดค้านเอาไว้ ศาลก็มีอำนาจในการสั่งให้โจทก์ถอนฟ้องได้โดยไม่จำเป็นต้องฟังหรือสอบถามจำเลยแต่อย่างใดเสียก่อน ฎ.8324/2560

          กรณีสอง ถอนฟ้องภายหลังจากจำเลยได้ยื่นคำให้การแล้ว โดยจะต้องทำเป็นคำร้องขอถอนฟ้อง และศาลจะต้องสอบถามจำเลยเสียก่อนว่าจำเลยนั้นคัดค้านหรือไม่ แต่แม้จำเลยจะคัดค้าน ก็เป็นดุลยพินิจของศาลที่จะอนุญาตให้ถอนฟ้องได้ ฎ.942/2537

          คำร้องขอถอนฟ้องนั้นไม่จำเป็นต้องระบุเหตุผลว่าทำไมถึงถอนฟ้องได้ ตาม ฎ.19/2556 ป.วิ.พ. มาตรา 175 ไม่ได้บัญญัติว่าต้องอ้างเหตุผลของการถอนฟ้องมาด้วย แม้จะอ้างเหตุผลมาและฟังไม่ได้ ก็ไม่ใช่สาระสำคัญเพราะศาลนั้นมีอำนาจในการพิจารณาเหตุผลต่าง ๆ ในสำนวนประกอบคำคัดค้านได้

          การถอนฟ้องนั้นจะต้องกระทำก่อนศาลมีคำพิพากษา ซึ่งจะมาขอถอนฟ้องภายหลักจากศาลชั้นต้นพิพากษาแล้วไม่ได้ ตาม ฎ.3996/2561 ในกรณีที่ศาลอุทธรณ์พิพากษายกคำพิพากษาศาลชั้นต้นให้ศาลชั้นต้นพิจารณาพิพากษาใหม่ ถือว่าคดีย้อนกลับมาอยู่ระหว่างพิจารณาของศาลชั้นต้น ดังนั้น โจทก์ย่อมขอถอนฟ้องได้ ตาม ฎ.5623/2548

          หรือแม้จะสืบพยานกันไปบ้างแล้ว ศาลก็สามารถอนุญาตให้ถอนฟ้องได้ ตาม ฎ.1883/2514 หรือศาลฎีกาอนุญาตให้โจทก์ถอนฟ้องได้ เนื่องจากการถอนฟ้องนั้นไม่ได้ทำให้จำเลยเสียหายหรือเสียเปรียบในเชิงคดี ฎ.3770/2558 หรือโจทก์อาจถอนฟ้องเพื่อจะตั้งรูปคดีแล้วนำมาฟ้องจำเลยใหม่ย่อมก็เป็นสิทธิที่โจทก์นั้นสามารถกระทำได้ ตาม ฎ.5595/2543 หรือถอนฟ้องเพราะเนื่องจากหนังสือมอบอำนาจของโจทก์นั้นไม่ถูกต้อง แม้ศาลจะดำเนินกระบวนพิจารณาต่อไปและพิพากษายกฟ้องแล้วโจทก์ก็สามารถนำคดีมาฟ้องใหม่ได้ โดยไม่ถือว่าเป็นฟ้องซ้ำ จึงไม่อาจทำให้จำเลยเสียเปรียบแต่อย่างใด ดังนั้นศาลจึงอนุญาตให้ยกฟ้อง ตาม ฎ.2223/2534 หรือถอนฟ้องเพราะคำฟ้องที่โจทก์ได้ยื่นฟ้องต่อจำเลยนั้นมีข้อบกพร่อง โดยโจทก์ไม่ได้ทราบความบกพร่องนั้นจากคำให้การของจำเลย ถือไม่ได้ว่าเป็นการเอาเปรียบในเชิงคดี ศาลจึงอนุญาตให้โจทก์ถอนฟ้องได้ ตาม ฎ.3810/2560

          แต่ก็มีบางกรณีที่ศาลไม่อนุญาตให้ถอนฟ้อง โจทก์ฟ้องจำเลยให้ชำระหนี้ตามสัญญาประนีประนอมยอมความจำเลยให้การต่อสู้ว่าดวงตราประทับในสัญญาประนีประนอมยอมความนั้นไม่ถูกต้อง ทำให้โจทก์ทราบว่าจะต้องแพ้คดี จึงยื่นคำร้องขอถอนฟ้อง แต่ศาลไม่อนุญาตให้โจทก์ถอนฟ้องเนื่องจากการถอนฟ้องของโจทก์นั้นไม่ได้เป็นไปโดยสุจริตแต่เพื่อฉวยโอกาสปรับปรุงแก้ไขข้อบกพร่องในการดำเนินคดีที่ทำไปแล้วและนำคดีมาฟ้องจำเลยใหม่อีก ซึ่งย่อมอาจจะทำให้จำเลยเสียเปรียบ ชอบที่ศาลจะไม่อนุญาตให้โจทก์ถอนฟ้องได้ ตาม ฎ.3398/2532 หรือโจทก์ขอถอนฟ้องเนื่องจากศาลสั่งงดสืบพยานและนัดฟังคำพิพากษา กรณีเช่นว่านี้โจทก์ย่อมรู้ดีว่าตนเองนั้นจะแพ้คดี การถอนฟ้องของโจทก์นันจึงไม่ได้เป็นไปโดยสุจริต ศาลไม่อนุญาตให้โจทก์ถอนฟ้อง ตาม ฎ.3962/2535

          ผลของการถอนฟ้องนั้นย่อมจะมีผลทำให้คู่ความนั้นกลับคืนสู่ฐานะเดิมเสมือนหนึ่งว่ามิได้มีการยื่นฟ้องกันอีกเลย ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 176 โดยผลของการถอนฟ้องดังกล่าวนั้นจะเชื่อมโยงกับความสัมพันธ์ในเรื่องคู่ความร่วม ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 59 ในกรณีที่จำเลยคนใดคนหนึ่งนั้นได้ยกเรื่องอายุความขึ้นต่อสู้เอาไว้ให้ถือว่าได้กระทำการแทนจำเลยคนอื่นซึ่งเป็นลูกหนี้ร่วมด้วย แต่เมื่อโจทก์ถอนฟ้องจำเลยคนที่ได้ยกเรื่องอายุความขึ้นต่อสู้นั้น คดีย่อมไม่มีประเด็นเรื่องอายุความที่จำเลยที่ถูกโจทก์ถอนฟ้องยกขึ้นอีกต่อไป ตาม ฎ.1938/2540 และคำฟ้องใดๆก็ตามที่โจทก์นั้นได้ทิ้งฟ้องหรือถอนฟ้องแล้วโจทก์สามารถนำมายื่นฟ้องใหม่ได้ภายในกำหนด อายุความตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 176 ตอนท้าย ตาม ฎ.78/2539 และหากกรณีโจทก์ยื่นคำร้องขอถอนฟ้องโดยระบุในคำร้องว่า โจทก์ไม่มีความประสงค์จะดำเนินคดีแก่จำเลยอีกต่อไป มีความหมายว่าจะไม่ประสงค์ดำเนินคดีแก่จำเลยสำหรับคดีนั้นเท่านั้น ซึ่งไม่อาจแปลได้ว่าโจทก์จะไม่ฟ้องจำเลยเป็นคดีใหม่อีก ตาม ฎ.3998/2540 แต่ถ้าโจทก์มีข้อความระบุว่าโจทก์จะไม่นำคดีมาฟ้องจำเลยอีกถือว่าเป็นการสละสิทธิของโจทก์ที่มีอยู่ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 176 ดังนี้โจทก์จะนำคดีมาฟ้องจำเลยอีกไม่ได้ ตาม ฎ.7834/2540

นายพีรกร สุขสุเมฆ

ผู้เขียน

ทนายความ