ว่าด้วยเรื่องงานก่อสร้างตอน2
ว่าด้วยเรื่องงานก่อสร้างตอน2

งานก่อสร้างต้องรู้ ตอนที่ 2

6 วิธี คัดเลือกเจ้าของโครงการ หรือเจ้าของบ้าน (ผู้ว่าจ้าง)

การก่อสร้าง (ตอนที่ 2 การเลือกผู้ว่าจ้าง)

บทความเดิม ผู้เขียนได้อธิบาย ขอบเขตและผู้ร่วมวงเกี่ยวกับงานก่อสร้าง แล้วนั้น ตอนนี้ผู้เขียนขอนำเสนอวิธีคัดเลือกเจ้าของโครงการ หรือเจ้าของบ้าน ครับ

ส่วนมากในการก่อสร้างไม่ว่าจะโครงการใหญ่โต โครงการเล็กๆ แม้การต่อเติม ตกแต่งบ้าน ส่วนมากมีการแนะนำมาจากบุคคลที่มีความสนิทสนมคุ้นเคยกันมาก่อนแทบทั้งสิ้น แต่โครงการที่จะสำเร็จลุล่วงตามวัตถุประสงค์ได้นั้น เจ้าของโครงการ เจ้าของบ้านก็มีส่วนสำคัญมาก ผู้เขียนจึงขอนำเสนอวิธีการเลือกเจ้าของโครงการ เจ้าของบ้าน ดังนี้

  1. ความเป็นมืออาชีพ หมายถึง เจ้าของโครงการ เจ้าของบ้านต้องมีความเป็นมืออาชีพ เมื่อมีการตรวจสอบรับมอบผลงานการก่อสร้างไม่ว่าจะเป็นที่ปรึกษาโครงการ หรือตัวแทนแล้ว ต้องจบครับ ไม่งอแง ติโน่น ตินี่ พร้อมที่จะชำระค่าจ้างตามข้อตกลง ไม่หาเหตุอ้างว่างานไม่เรียบร้อยสมบูรณ์ครับ เพราะงานก่อสร้างทุกประเภทมีความชำระบกพร่องเสมอ แม้เพิ่งส่งมอบงานก็เกิดความชำรุดบกพร่องได้ครับ ในสัญญา หรือข้อตกลงจึงมักมีข้อตกลงยินยอมให้หักเงินค่าจ้างในแต่ละงวดงาน (ปกติร้อยละ 5) เพื่อเป็นหลักประกันในการเข้าแก้ไขความชำรุดบกพร่องของงานที่ส่งมอบมาแล้วครับ
  2. ความมีชื่อเสียง หมายถึง เจ้าของโครงการ เจ้าของบ้านต้องมีชื่อเสียง ชื่อเสียงในที่นี้ผู้เขียนหมายความถึง ชื่อเสียงในวงธุรกิจครับ บางเจ้าโดงดังทั่วฟ้าเมืองไทย แต่นิสัย ขี้โกง ติโน่น ตินี่ ตินั่น หาเหตุไม่ชำระค่าจ้าง และส่วนมากผู้รับเหมาก็จะโดนโกงในงวดสุดท้ายครับ เพราะงานส่งมอบแล้วเสร็จเกือบทั้งหมด งานที่คงเหลือ ก็คงมีเพียงงานเก็บแก้ไขความเรียบร้อย หรือการทดลองใช้ระบบต่างๆ เป็นส่วนใหญ่เท่านั้นครับ ถ้าเจอเจ้าของโครงการงี่เง่าก็จะหาเหตุไม่จ่ายค่างจ้างงวดสุดท้ายอ้างโน่น อ้างนี่ อ้างนั่น และเหตุอ้างผล ที่ฮิตที่สุดที่อ้างกันก็คือ งานล่าช้าครับ โครงการเสียหาย ต้องจ่ายค่าปรับ ดังนั้น ชื่อเสียงในวงธุรกิจ ในวงเพื่อนฝูงของผู้ว่าจ้าง จึงสำคัญในการเลือกรับงาน แม้ชื่อเสียงในวงสังคมดี ก็ใช่ว่าจะเป็นผู้รักษาสัญญา ไม่คด ไม่โกง นะครับ
  3. ความมั่งคั่ง หมายถึง เจ้าของโครงการ เจ้าของบ้านต้องมีความพร้อมในการชำระเงินค่าจ้างตามสัญญา ไม่ใช่ว่าผู้รับเหมาส่งผลงานไปแล้ว ก็ประวิงการชำระค่าจ้างอยู่ร่ำไป อย่างนี้ผู้รับเหมาก็ตายเช่นกันครับ แบกรับค่าใช้จ่ายบาน งานก็ต้องเดินต่อไป
  4. ความเอื้อเฟื้อ หมายถึง เจ้าของโครงการ เจ้าของบ้านที่มีความเอื้อเฟื้อ ถ้อยที ถ้อยอาศัย หวังความสำเร็จของงานเป็นสำคัญ ไม่เข้ามาก้าวก่ายการดำเนินงานของผู้รับเหมามากจนเกินไป มีระยะห่างในการควบคุมดูแลการดำเนินงาน เพื่อให้งานลุล่วง ไม่ใช่เข้ามาก้าวก่ายทุกเรื่องทุกกระบวนการครับ คือ อย่ามาจุกจิกอยากรู้ทุกเรื่องในการก่อสร้างเวลามาดูงานครับ
  5. ความเมตตา หมายถึง เจ้าของโครงการ เจ้าของบ้านที่มีความเมตตา ในที่นี้ผู้เขียนหมายความถึง เมตตาผู้รับเหมาด้วยการแจ้งความขัดข้อง หมองใจ เมื่อเข้ามาตรวจสอบ ควบคุม ดูแล ตรวจรับงานในแต่ละงวดงาน เมตตาแจ้งไปเลยครับว่าส่วนไหนบกพร่อง ส่วนไหนดี ส่วนไหนต้องแก้ไข ผู้รับเหมาจะได้รับรู้ส่วนดี ส่วนด้อย แก้ไขการดำเนินงานเพื่อความสำเร็จของงานตามสัญญาครับ เป็นข้อดีด้วยครับ ถ้าผู้รับเหมารายใดไม่รับข้อดี ข้อเสีย งอแง เจ้าของโครงการ เจ้าของบ้านก็จะสามารถจัดการปัญหาต่างๆ ที่เกิดขึ้นในการก่อสร้างและปรับตัวแต่งแต่เริ่มร่วมงานกันครับ
  6. ความมีเหตุมีผล หมายถึง เจ้าของโครงการ เจ้าของบ้านเป็นผู้มีเหตุผล ยอมรับฟังปัญหาครับ เพราะงานก่อสร้างปัญหามากมาย ยิ่งโครงการใหญ่จะมีบุคคลที่เข้ามาร่วมกิจกรรมจำนวนมาก บางเจ้าฟังแต่ที่ปรึกษาโครงการ เพราะจ้างมาควบคุมงานแล้วต้องฟังคนของเรา ไม่รับฟังปัญหาในส่วนของผู้รับเหมาบ้าง ปัญหาก็จะเกิดการสะสมทุกวัน จนสุดท้ายต้องเลิกสัญญา ทิ้งงาน หรือยึดงาน ไม่เกิดผลดีกับทุกฝ่ายครับ      

คุณสมบัติที่กล่าวมานี้ ผู้รับเหมาจะไปหาที่ไหนละครับ เพราะสภาพเศรษฐกิจและสังคม การแข่งขันก็มากมาย บริษัทก่อสร้างเกิดขึ้นมาแข่งขันราคากันเต็มไปหมด ผู้เขียนก็ขอฝากเป็นแนวทางในการเข้าไปร่วมสังฆกรรมครับ แม้เลือกไม่ได้ตอนต้น แต่เข้าไปทำงานร่วมกันแล้วก็สังเกตจากคุณสมบัติข้างต้นว่ามีบ้างหรือไม่ จะได้ประเมินถูกครับว่างานจบได้เงินครบถ้วนหรือไม่ครับ

วันนี้ ผู้เขียนก็ขอจบการคัดเลือกผู้ว่าจ้างไว้เท่านี้ครับ ตอนหน้าจะมากล่าวถึงการคัดเลือกผู้รับเหมาบ้างครับ

ขอบคุณครับ

Cons.- law.

7/6/2564