คิดก่อนก่อนโพสต์นะจ๊ะ ตอนที่ 1
คิดก่อนก่อนโพสต์นะจ๊ะ ตอนที่ 1
เมื่อปัจจุบันโลกของเราเป็นระบบการเชื่อมต่อที่เรียกว่า Internet of Things (IOT) ข้อมูลส่วนตัวหรือบุคคลนั้น ๆ การเข้าถึงสิ่งเหล่านั้นก็ไม่ใช่เรื่องที่ยากอะไรมากอีกต่อไป จนเป็นหนึ่งในที่มาของการสร้างกลไกคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคลขึ้น เพื่อป้องกัน Cyber Crime ซึ่งประเทศไทยกำลังพัฒนาสิ่งเหล่านี้อยู่ที่เห็นเด่นชัดมากเป็นพิเศษคงไม่พ้น พระราชบัญญัติว่าด้วยความผิดเกี่ยวกับคอมพิวเตอร์ พ.ศ. 2550 ซึ่งมีการแก้ไขเพิ่มเติมฉบับที่ 2 ในปี พ.ศ. 2560 และพระราชบัญญัติคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล พ.ศ. 2562
ข้างต้นนั้นแสดงให้เห็นถึงพลังในการพบเห็นข้อมูลหรือการสื่อสารจากเรา ๆ สู่โลกภายนอกได้รวดเร็วและกว้างขึ้นอย่างมาก ในมุมกลับกันเรียกได้ว่าประชาชนมีความสามารถเข้าถึงสิ่งเหล่านั้นได้ง่ายขึ้นด้วยเช่นกัน ดังนั้นการแสดงข้อความผ่านแอพพลิเคชั่นหรือทางโซเชียลต่าง ๆ ในทางที่เกินเลยของคำว่าเป็นการแสดงความคิดเห็นโดยสุจริต จึงไม่ได้พิพาทเป็นคดีความเพียงทางแพ่งฐานละเมิดต่อชื่อเสียง หรือหมิ่นประมาทโดยทางโฆษณาอีกต่อไปแล้ว
วันนี้กระผมจะมานำเสนอวิธีการบอกเลิกจ้างลูกจ้างที่ได้กระทำการทุจริตต่อหน้าที่ หรือได้กระทำความผิดทางอาญา (ไม่ว่าจะเป็นฐานใดก็ตาม) ต่อนายจ้างด้วยเจตนา หรือการจงใจทำให้นายจ้างได้รับความเสียหาย แม้ความเป็นจริงแล้วฝ่ายนายจ้างจะไม่ได้เสียหายใด ๆ เลยตามความเป็นจริงก็ตาม ยกตัวอย่างเช่น การก๊อปปี้ไฟล์ข้อมูลทางกิจการของฝ่ายนายจ้างเพื่อจะนำไปเสนอขายส่งต่อให้แก่ฝ่ายบริษัทคู่แข่ง แต่โดนจับได้ซะก่อน แม้ความเสียหายจะยังไม่เกิดขึ้น แต่เมื่อเป็นการกระทำโดยจงใจและอาจทำให้นายจ้างนั้นได้รับความเสียหาย เท่านี้ก็เป็นการจงใจทำให้นายจ้างได้รับความสียหายแล้ว เป็นต้น ในแบบฉบับการบอกเลิกจ้างยุค IOT กันขอรับ เมื่อลูกจ้างได้กระทำการสิ่งเหล่านี้กับฝ่ายนายจ้าง ตามพระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงาน กำหนดหลักกฎหมายกรณีนายจ้างบอกเลิกจ้างได้ โดยที่นายจ้างไม่ต้องจ่ายค่าชดเชยหรือค่าสินไหมแทนการบอกกล่าวล่วงหน้าแก่ลูกจ้างผู้กระทำผิดนั้นแต่ประการใด[1] กล่าวได้ว่าเมื่อลูกจ้างกระทำผิดปุ๊บ นายจ้างก็บอกเลิกจ้างเป็นหนังสือแก่ลูกจ้างได้ทันทีปั๊บกันเลยทีเดียว แต่ในความเป็นจริงแล้วสิ่งที่เกิดขึ้นจากการกระทำก่อน ๆ ของลูกจ้างข้างต้นยังคงข้างคาอยู่ในใจนายจ้างไม่มากก็น้อย จนบางครั้งเป็นเหตุให้อารมณ์ชั่ววูบเข้ามานำพาสู่การโพสต์บอกเลิกจ้างแถมด้วยข้อความระบุถึงการกระทำความผิดของตัวลูกจ้างคนนั้น ๆ ที่ได้กระทำต่อเราฝ่ายนายจ้างให้ประชาชนทั่วไปสามารถรับรู้ได้ด้วย พอกดโพสต์ปุ๊บความที่อาจจะเป็นข้อพิพาททางคดีความก็เข้ามาปั๊บเลยด้วยเช่นกัน แม้จะเป็นเรื่องจริง...ความจริงก็ตาม ผู้อ่านทุกคน ท่านอ่านไม่ผิดหรอกขอรับ แม้จะเป็นความจริงที่เกิดขึ้นก็ตาม การโพสต์ของเรานั้นเป็นความผิดทางอาญาฐาน (กระทำโดยเจตนา) หมิ่นประมาทผู้อื่น (ตัวลูกจ้าง) โดยการโฆษณา ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 328 แล้ว หากท่านยังไม่เห็นถึงผลที่จะตามมากระผมขอกล่าวโดยละเอียด ขอรับกระผม
เมื่อมันเป็นความจริง ที่ว่าลูกจ้างเราคนหนึ่งได้กระทำการทุจริต มีการแอบอ้างให้ลูกค้ากิจการของเรานั้นทำการโอนเงินเข้าบัญชีส่วนตัว ทั้ง ๆ ที่ต้องเข้าบัญชีบริษัทหรือนายจ้าง แล้วเราอินเทรนบอกเลิกจ้างผ่านช่องทางออนไลน์ด้วยการระบุเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นลงไปด้วยโดยละเอียดเลย การบอกเลิกจ้างด้วยการโพสต์ผ่านช่องทางข้างต้น ข้อความที่ปรากฏทางเพจที่เป็นพับบลิคนั้น ความจริงที่เกิดขึ้นกับฝ่ายนายจ้างมีทั้งข่าวดีและข่าวไม่สู้ดี ดังนี้
ข่าวดีคือ ข้อมูลนั้นเมื่อเป็นความจริงที่เกิดขึ้น แม้การโพสต์ไปจะเป็นการกล่าวหรือไขข่าวแพร่หลาย อันเป็นที่เสียหายแก่ชื่อเสียงหรือเกียรติคุณ เป็นที่เสียหายแก่ทางทำมาหาได้หรือทางเจริญของเขาโดยประการอื่นก็ดีแต่เมื่อมันเป็นความจริง ความจริงเป็นสิ่งไม่ตาย (แม้บางทีก็มีตายอยู่เหมือนกัน) ย่อมไม่เป็น[2]ละเมิดกรณีทำให้เสียชื่อเสียงทางทำมาหาได้ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์มาตรา 423[3] และเมื่อข้อความนั้นมิได้มีการบิดเบือนหรือปลอมข้อเท็จจริงเพิ่มเติมอันมีความเป็นเท็จขึ้น ย่อมไม่เป็นความผิดตามพระราชบัญญัติว่าด้วยความผิดเกี่ยวกับคอมพิวเตอร์ พ.ศ. 2550 มาตรา 14 (1)[4]
แต่อย่างไรก็ตาม การโพสต์ดังกล่าวนั้นแม้จะเป็นความจริงทุกประการ แต่มันก็เป็นการใส่ความ (โพสต์
ระบุถึงการกระทำผิดจริงของตัวลูกจ้าง) ผู้อื่น (ลูกจ้าง) ต่อบุคคลที่สาม (บุคคลภายนอก) ด้วยวิธีการโฆษณา (สื่อที่ประชาชนทั่วไปสามารถเห็นหรืออ่านได้) ย่อมต้องเป็นการจงใจหรือประมาทเลินเล่อ กระทำผิดต่อกฎหมายซึ่งก็คือ ประมวลกฎหมายอาญามาตรา 328 หมิ่นประมาทโดยทางโฆษณา เนื่องจากเป็นการกระทำโดยเจตนา
ใส่ความผู้อื่นต่อบุคคลที่สาม ทำให้เขาเสียหายถูกดูหมิ่นเกลียดชัง แม้จะเป็นความจริงก็เป็นความผิดทางอาญา และเมื่อเป็นการกระทำโดยการโฆษณา ซึ่งเป็นช่องทางที่ทำให้ประชาชนเห็นข้อความดังกล่าวได้ จึงมีความผิดฐานกระทำละเมิดทำให้เขาเสียหายถึงสิทธิอย่างหนึ่งอย่างใดตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 420 ข่าวไม่สู้ดีนั้นก็คือ มีความรับผิดทางแพ่ง ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 420 แต่ไม่มีความรับผิดฐานละเมิดต่อชื่อเสียงตามมาตรา 423 และเป็นความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 328 ซึ่งต้องจ่ายค่าสินไหมทดแทนมากน้อยแล้วแต่บุคคลนั้น ๆ)
1) หากท่านใดคิดที่จะโพสต์ ก่อนโพสต์ลองมาถามปรึกษาหรืออ่านบทความนี้ดูขอรับ แม้ปัจจุบันจะเป็นยุค IOT ก็ตาม หนังสือ จดหมาย กระดาษ เอกสาร ก็ยังคงมีความสำคัญ ดังนั้น สิ่งที่ต้องทำมีเพียงทำหนังสือเลิกจ้างด้วยระบุเหตุดังกล่าวแก่ตัวลูกจ้างเท่านั้นก็เพียงพอต่อการที่เราจะไม่ต้องจ่ายค่าชดเชยหรือสินจ้างแทนการบอกกล่าวล่วงหน้าแล้ว เนื่องจากเป็นการปฏิบัติที่ได้รับการคุ้มครองตามพระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงาน มาตรา 119 (1) และ (2) แล้ว ท่านนายจ้างไม่ควรทำเลย คือ การโพสต์แบบนี้ เพราะมันเป็นการประจานต่อสาธารณชน ประชาชนทั่วไปสามารถเข้าพบเห็นข้อความของท่านได้ มีความเสี่ยงที่จะถูกดำเนินคดีฐานต่าง ๆ ตามที่ได้กล่าวไว้ข้างต้น เนื่องจากหากมีการฟ้องร้องกัน ย่อมทำให้ชื่อเสียงเสียหายต่อบริษัทหรือแบรนด์ไม่มากก็น้อย กระทบต่อความน่าเชื่อถือ เป็นต้น
2) หากได้โพสต์แล้วมาขอคำปรึกษาภายหลังนั้น เมื่อความผิดทางอาญาและความรับผิดทางแพ่งความที่ได้กล่าวข้างต้นนั้นได้เกิดขึ้นแล้ว ในส่วนความรับผิดฐานละเมิดตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ 420 มีทางสู่การเยียวยา ไกล่เกลี่ย และทำสัญญาประนีประนอมยอมความซึ่งสามารถกระทำได้ทั้งนอกหรือในศาลก็ได้ โดยระบุข้อความในสัญญาประนีประนอมยอมความนั้นทำนองว่าสัญญานี้มีวัตถุประสงค์เพื่อไม่ให้ดำเนินคดีทางแพ่ง
ข้อพิพาททางแพ่งนั้นก็ยุติลง และก็อย่าลืมระบุถึงสิทธิในการดำเนินคดีทางอาญาให้สิ้นสุดลงไปในสัญญาประนีประนอมยอมความด้วยล่ะ เพราะแม้จะเป็นความผิดฐานหมิ่นประมาทด้วยการโฆษณา แต่ก็เป็นความผิดอันยอมความได้ตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 333[5] ดังนั้น จึงทำสัญญาประนีประนอมยอมความโดยระบุให้ยุติหรือสิ้นสิทธิในการดำเนินคดีแพ่งและดำเนินคดีอาญาได้ แฮบปี้ทุกฝ่ายครับ
3) หากท่านยังคิดที่จะโพสต์อยู่...อันนี้เป็นความคิดเห็นส่วนตัวของกระผมเอง เนื่องจากยังไม่มีการพิพาทเกี่ยวกับ PDPA เกิดขึ้นให้เป็นกรณีศึกษา “ชื่อ นามสกุล” เป็นข้อมูลส่วนบุคคลตามพระบัญญัติคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล พ.ศ. 2562 การที่ฝ่ายนายจ้างนำข้อมูลดังกล่าวมาใช้ด้วยวิธีการโพสต์เป็นการใช้ข้อมูลส่วนบุคคลของผู้เป็นเจ้าของสิทธิผู้นั้น (ลูกจ้าง) ซึ่งโดยหลักจะต้องได้รับความยินยอมชัดแจ้งถึงการอนุญาตและชัดเจนถึงในการใช้(วัตถุประสงค์ที่ขออนุญาต) กรณีหากมีกรณีโพสต์ดังกล่าวไปย่อมเป็นความผิดฐานไม่ได้รับความยินยอมตามพระบัญญัติดังกล่าว ซึ่งกระผมขอกล่าวใน EP 2 ต่อไป วันนี้สายัญสวัสดีขอรับกระผม
#เสือปันติดปีก
[1] พระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงาน พ.ศ. 2541 มาตรา 17 วรรคท้าย และ มาตรา 119 (1) และ (2)
[2] มาตรา 423 ผู้ใดกล่าวหรือไขข่าวแพร่หลายซึ่งข้อความอันฝ่าฝืนต่อความจริง เป็นที่เสียหายแก่ชื่อเสียงหรือเกียรติคุณของบุคคลอื่นก็ดี หรือเป็นที่เสียหายแก่ทางทำมาหาได้หรือทางเจริญของเขาโดยประการอื่นก็ดี ท่านว่าผู้นั้นจะต้องใช้ค่าสินไหมทดแทนให้แก่เขาเพื่อความเสียหายอย่างใด ๆ อันเกิดแต่การนั้น แม้ทั้งเมื่อตนมิได้รู้ว่าข้อความนั้นไม่จริง แต่หากควรจะรู้ได้
ผู้ใดส่งข่าวสารอันตนมิได้รู้ว่าเป็นความไม่จริง หากว่าตนเองหรือผู้รับข่าวสารนั้นมีทางได้เสียโดยชอบในการนั้นด้วยแล้ว ท่านว่าเพียงที่ส่งข่าวสารเช่นนั้นหาทำให้ผู้นั้นต้องรับผิดใช้ค่าสินไหมทดแทนไม่
[3] คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 21420/2556
[4] พระราชบัญญัติว่าด้วยความผิดเกี่ยวกับคอมพิวเตอร์ พ.ศ. 2550 มาตรา 14 ผู้ใดกระทำความผิดที่ระบุไว้ดังต่อไปนี้ ต้องระวางโทษจำคุกไม่เกินห้าปีหรือปรับไม่เกินหนึ่งแสนบาท หรือทั้งจำทั้งปรับ
(1) โดยทุจริต หรือโดยหลอกลวง นำเข้าสู่ระบบคอมพิวเตอร์ซึ่งข้อมูลคอมพิวเตอร์ที่บิดเบือนหรือปลอมไม่ว่าทั้งหมดหรือบางส่วน หรือข้อมูลคอมพิวเตอร์อันเป็นเท็จ โดยประการที่น่าจะเกิดความเสียหายแก่ประชาชน อันมิใช่การกระทำความผิดฐานหมิ่นประมาทตามประมวลกฎหมายอาญา
[5] มาตรา 333 ความผิดในหมวดนี้เป็นความผิดอันยอมความได้