ดากามะเจ้าตุ๊กตาล้มลุกตอนที่1

ดากามะ เจ้าตุ๊กตาล้มลุก ตอนที่ 1

          ดากามะ หรือ กุนซือดากามะ เป็นตัวละครตัวหนึ่งของมังงะชื่อดัง ผู้มีนิสัยชอบเงินเป็นที่สุด พอมีเรื่องเงินเข้ามาเกี่ยวข้องต้องเป็นอันวิ่งเข้าใส่เพื่อให้ได้มาโดยไม่สนใจพรรคพวกของตัวเอง แต่จนสุดท้ายเขาก็ถูกเขกหัวจนได้สติกลับมาช่วยฝ่ายพระเอกของเรื่อง...นั้นเป็นโลกของว่าด้วยความคิดสร้างสรรค์ผลงานด้านลิขสิทธิ์ แต่โลกความเป็นจริงหรือชีวิตจริงอาจเป็นแบบนั้นหรือไม่ ตอนนี้ยังคงต้องหาคำตอบกันต่อไป โดยบทความนี้ กระผมจะไม่กล่าวถึง “ปลาสีส้ม” “บัตรรับประทานอาหาร” “แฟรนไชส์” หรือ “Unknown ออกจากแชท” แต่ประการใด คงต้องขอกล่าวกันในตอนต่อ ๆ ไป อย่างแน่นอนขอรับกระผม เอ้า!!! งั้นมาเข้าเนื้อหาครั้งนี้กันเถอะ

ในสังคมมนุษย์การติดต่อสัมพันธ์ต่อกันเป็นเรื่องปกติวิสัยไม่สามารถหลีกเลี่ยงได้เลย การยื่นหมูยื่นแมวมีกันมาตั้งแต่อดีตจนมาถึงปัจจุบัน ที่เป็นระบบของการทำงานระหว่างกันและกันเพื่อให้ได้มาซึ่งการดำรงชีพตนเองและครอบครัว ดังนั้น นายจ้าง ผู้ประกอบการ หรือแม้กระทั่งท่านลูกจ้างเองควรที่จะศึกษาและเข้าใจบ้างพอสมควร ว่าอะไรคือสัญญาจ้างแรงงานตามกฎหมาย (กฎหมายให้การคุ้มครอง) อะไรคือการจ้างแรงงานเถื่อนหรือที่เรียกว่า “แรงงานนอกระบบ” (กฎหมายอาจไม่คุ้มครองได้ทั้งหมด) สัญญาจ้างแรงงานจำเป็นต้องมีลายเซ็นของนายจ้างหรือไม่ ทั้งนี้ เพื่อเป็นการปกป้องภัยร้ายต่าง ๆ สู่ตนเอง

โดยภาพรวมขอเริ่มจากตรงนี้ละกันครับ...การทำงานระหว่างหน่วยงานราชการกับข้าราชการ ภาครัฐวิสาหกิจกับพนักงาน เอกชนในรูปของรับจ้างทำของและรวมถึงองค์กรกิจการของบุคคลหรือนิติบุคคลที่มิได้แสวงหากำไรตามที่กำหนดไว้ในกฎกระทรวง ที่กล่าวมานั้นไม่ได้อยู่ในบังคับของกฎหมายแรงงานไทยทั้งสิ้น เพราะเนื่องจากมีการบัญญัติคุ้มครองระหว่างกันด้วยกฎหมายอื่นไว้โดยพิเศษแล้ว เช่น พระราชบัญญัติข้าราชการพลเรือน พระราชบัญญัติแรงงานรัฐวิสาหกิจสัมพันธ์ สัญญาจ้างทำของตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ ตามลำดับ เป็นต้น

กรณีความสัมพันธ์ระหว่างนายจ้างและลูกจ้างนั้น เป็นไปตามสัญญาจ้างแรงงานตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ว่าด้วยสัญญาจ้างแรงงาน พระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงาน พระราชบัญญัติแรงงานสัมพันธ์ พระราชบัญญัติเงินทดแทน พระราชบัญญัติประกันสังคม พระราชบัญญัติจัดตั้งศาลแรงงานและวิธีพิจารคดีแรงงาน และกฎหมายอื่น ๆ ที่เกี่ยวข้อง เช่น พระราชบัญญัติคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล เป็นต้น

ส่วนแรงงานนอกระบบหรือบางท่านอาจเรียกว่าแรงงานเถื่อนนั้น เป็นคำที่ใช้เรียกกันโดยทั่วไป ไม่ใช่คำทางกฎหมาย มีผู้ให้ความหมายไว้มากมายผู้อ่านท่านใดสนใจก็สามารถค้นหาเพิ่มเติมได้ไม่ยาก แต่ตามที่กระผมได้ศึกษามานั้น แรงงานนอกระบบมีความหมายว่า เป็นผู้ทำงาน เป็นผู้ถูกใช้ให้ทำงาน โดยมิใช่ลูกจ้าง และผู้ใช้ให้ทำงานนั้น ก็มิใช่ผู้เป็นนายจ้าง (ส่วนอย่างไรเป็นนายจ้างอย่างไรเป็นลูกจ้างกระผมได้อธิบายไว้แล้วในบทความครั้งที่แล้ว) นั้นย่อมหมายถึงว่าท่านจะไม่ได้รับการคุ้มครองใด ๆ จากกฎหมายคุ้มครองแรงงานและกฎหมายประกันสังคม เหมือนดั่ง “ลูกจ้าง” นั่นเอง ยกตัวอย่างถึงแรงงานนอกระบบ เช่น รับจ้างอิสระ (Freelance Worker) ผู้ใช้งานไม่มีอำนาจในการบังคับบัญชา เป็นต้น (ส่วนกรณีสัญญาทดลองงานนั้น ไม่ว่าจะมีกำหนดระยะเวลาโดยแน่นอนหรือไม่แน่นอน ตามกฎหมายถือว่าเป็นสัญญาจ้างแรงงานที่ไม่มีกำหนดระยะเวลา)

แล้วการที่ไม่ได้ความคุ้มครองตามกฎหมายคุ้มครองแรงงานและกฎหมายประกันสังคมจะมีผลเป็นอย่างไรล่ะ มันเป็นอย่างนี้ครับ...เวลาคุณไม่ได้ทำงาน ขอลาไปทำกิจกรรมต่าง ๆ คุณอาจได้รับเงินตอบแทนหรือไม่ได้รับเงินตอบแทนในระหว่างนั้นก็สุดแล้วแต่จะได้ตกลงระหว่างกัน (ซึ่งโดยส่วนมากแล้วจะไม่ได้) ที่สำคัญเงินเหล่านั้นไม่ใช่ค่าจ้างแน่นอน ผู้ใช้งานของคุณจะเอาคุณออกหรือย้ายไปทำงานในส่วนอื่น ๆ ได้ตลอดเวลาโดยที่ไม่ต้องถามและขอความยินยอมใด ๆ จากคุณ เช่นกันคุณก็มีสิทธิที่จะลาออกจากงานนั้นเมื่อไรก็ได้สุดแล้วแต่ใจต้องการ

หากเป็นสัญญาจ้างแรงงานตามกฎหมายนั้นจะแตกต่างกันออกไป เนื่องจากในกรณีนี้จะได้รับความคุ้มครองตามกฎหมายที่ได้กล่าวไว้ข้างต้น ยกตัวอย่างเช่น ลูกจ้างมีสิทธิลาป่วยได้ตามที่ป่วยจริง (แต่ได้รับเงินค่าจ้างเพียง 30 วันทำการในกรณีที่ลาป่วยเกิน 30 วันต่อหนึ่งปี) มีสิทธิลาเพื่อคลอดบุตร ฯลฯ ลูกจ้างไม่มาทำงานในวันหยุดไม่ว่าตามประจำสัปดาห์หรือตามประเพณีหรือพักผ่อนประจำปี วันเหล่านั้นแม้ลูกจ้างจะไม่ได้ทำงาน กฎหมายคุ้มครองแรงงานก็กำหนดให้นายจ้างต้องจ่ายเงินค่าจ้างที่ลูกจ้างได้ตามปกติในแต่ละวันนั้นแก่ลูกจ้าง เมื่อนายจ้างเลิกจ้างคุณโดยที่คุณไม่ได้กระทำผิดแต่ประการใด นายจ้างก็จะต้องจ่ายค่าชดเชยตามกฎหมายและรวมถึงเงินอื่นตามกฎหมายแก่คุณด้วย ในทางกลับกันหากคุณไม่ได้เป็นลูกจ้างเมื่อมีการเลิกจ้างงานคุณ คุณก็จะไม่ได้รับค่าชดเชย ไม่ได้เงินประกันสังคมจากกองทุนประกันสังคมเลยแม้แต่บาทเดียว (ก็ยังไม่ได้โหดร้ายไปแล้ว)

แต่มันมีทางแก้ในเรื่องเหล่านั้นครับ โดยกระผมจะของแนะนำ 2 แนวทางให้คุณพิจารณาว่าอยากเดินตามแนวทางใด แนวทางแรก คือ คุณต้องรู้ว่าสัญญาจ้างแรงงานตามที่กฎหมายคุ้มครองมันหน้าตาเป็นอย่างไรแล้วทำมันซะ หรือ

แนวทางที่สอง แม้ว่าคุณจะไม่ใช่บุคคลที่อยู่ในความหมายของคำ “ลูกจ้าง” แต่หากคุณอยากได้หลักประกันหรือเงินสมทบจากกองทุนประกันสังคม เพื่อเป็นการสร้างหลักประกันความเสี่ยงที่อาจจะเกิดขึ้นในการดำรงชีวิตในเรื่องค่าเจ็บป่วย ทุพพลภาพ ชราภาพ ตาย หรือในระหว่างว่างงาน คุณจะต้องปฏิบัติตามหลักกฎหมายว่าด้วยประกันสังคม โดยในแนวทางนี้แม้ว่าคุณจะปฏิบัติตามกฎหมายว่าด้วยประกันสังคมที่จะกล่าวต่อไปพอสังเขปนั้น คุณก็จะได้รับแต่เพียงเงินสมทบจากกองทุนประกันสังคมเท่านั้น แต่หากคุณมีสัญญาจ้างแรงงานตามกฎหมายอยู่ในมือแล้ว คุณจะได้รับความคุ้มครองตามกฎหมายแรงงานไทยทั้งหมด (เลือกกันเอาเองนะ)

“พระราชบัญญัติประกันสังคม พ.ศ. 2533 มาตรา 40 บุคคลใดซึ่งมิใช่ลูกจ้างตามมาตรา 33 หรือไม่อยู่ในบังคับแห่งพระราชบัญญัตินี้ อาจสมัครเข้าเป็นผู้ประกันตนตามพระราชบัญญัตินี้ได้ โดยแสดงความจำนงต่อสำนักงาน ทั้งนี้ คุณสมบัติของบุคคลดังกล่าวให้เป็นไปตามที่กำหนดในพระราชกฤษฎีกา หลักเกณฑ์และอัตราการจ่ายเงินสมทบของผู้ประกันตน ประเภทของประโยชน์ทดแทนที่จะได้รับตามมาตรา 54 ตลอดจนหลักเกณฑ์และเงื่อนไขแห่งสิทธิในการรับประโยชน์ทดแทน ให้ตราเป็นพระราชกฤษฎีกา ให้รัฐบาลจ่ายเงินสมทบเข้ากองทุนตามอัตราที่กำหนดในกฎกระทรวง แต่ไม่เกินกึ่งหนึ่งของเงินสมทบที่ได้รับจากผู้ประกันตนตามวรรคหนึ่ง” โดยหลักแล้วผู้ที่เป็นนายจ้างที่มีลูกจ้างตั้งแต่ 1 คนขึ้นไป (ลูกจ้างนั้นจะต้องเป็นบุคคลธรรมดาที่มีอายุตั้งแต่ 15 ปี ถึง 65 ปี) รัฐบาล และลูกจ้าง (ผู้ประกันตน) จะต้องส่งเงินสมทบเข้ากองทุนประกันสังคม เมื่อลูกจ้างเกิดการเจ็บป่วย ทุพพลภาพ ชราภาพหรือตายอันไม่ได้เกิดจากการทำงานหรือเนื่องจากการทำงาน หรืออยู่ในช่วงระหว่างว่างงาน (ตกงาน) ลูกจ้างหรือทายาทของลูกจ้างในกรณีที่ลูกจ้างถึงแก่ความตาย มีสิทธิได้รับเงินจากกองทุนนั้นตามกฎหมายกำหนดไว้ ดังนั้น ผู้ทำงานที่เป็นแรงงานนอกระบบหากต้องการที่จะได้หลักประกันดังกล่าวจึงต้องปฏิบัติตามหลักกฎหมายข้างนั้น คือ สมัครเข้าเป็นผู้ประกันตนโดยแสดงความจำนงต่อสำนักงานประกันสังคม โดยต้องด้วยคุณสมบัติตามพระราชกฤษฎีกาว่าด้วยการกำหนดคุณสมบัติของบุคคลซึ่งอาจสมัครเข้าเป็นผู้ประกันตน (ฉบับที่ 2) พ.ศ. 2563 คือ บุคคลธรรมดาที่มีอายุตั้งแต่ 15 – 65 ปี (ไม่ว่าจะเป็นคนไทย หรือคนต่างด้าวที่เข้ามาโดยถูกต้องหรือไม่ถูกต้องตามกฎหมายก็ตาม) ในส่วนเรื่องอัตราการจ่ายเงินสมทบของบุคคลดังกล่าวเป็นไปตามพระราชกฤษฎีกากำหนดหลักเกณฑ์และอัตราการจ่ายเงินสมทบ ประเภทของประโยชน์ทดแทน ตลอดจนหลักเกณฑ์และเงื่อนไขแห่งสิทธิในการรับประโยชน์ทดแทนของบุคคลซึ่งสมัครเป็นผู้ประกันตน ที่แก้ไขเพิ่มเติมเป็น ฉบับที่ ๔ แล้ว

ส่วนแนวทางแรกนั้น แม้จะได้รับการคุ้มครองทางกฎหมายมากที่สุด แต่ก็มีปัจจัยหลากหลายที่อาจไม่ตอบโจทย์ทั้งฝ่ายนายจ้างและลูกจ้าง ก็ใช้แนวทางที่สองไปก่อนก็ได้เพราะแนวทางแรกนี้มันเหมาะสำหรับลูกจ้างต่างด้าวที่เข้ามาประเทศโดยถูกต้องตามกฎหมาย เพราะแม้แรงงานต่างด้าวที่เข้ามาโดยไม่ถูกต้องตามกฎหมายโดยหลักแล้วหากมีการทำสัญญาจ้างแรงงาน นายจ้างก็จะต้องเป็นผู้ไปยื่นเอกสารและจ่ายเงินสมสบในส่วนลูกจ้างคนนั้น ๆ อยู่ดี เพียงแต่ว่าพอทำเรื่องไปแล้วก็อาจโดนกฎหมายตัวอื่นเล่นงานกลับมาให้ต้องเสียเงินเพิ่มเข้าไปอีก จึงไม่จ่ายเงินสมสบในส่วนนั้นไปเสียเลย ดังนั้น โดยส่วนมากแรงงานต่างด้าวที่เข้ามาโดยไม่ชอบ เห็นว่าแนวทางที่สองก็ดีสำหรับคุณไม่น้อยเลยนะ แต่หากมองถึงความเท่าเทียมอันนี้ก็ถือว่าเป็นปัญหาในปัจจุบันที่จะต้องหาวิธีแก้ไขกันต่อไป เอ้า!!! มาเข้าเรื่องสัญญาจ้างแรงงานที่กฎหมายให้ความคุ้มครองกันเถอะ

หลักกฎหมายที่สำคัญ คือ

1. ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ ด้วยมาตรา 575 กำหนดหลักว่าการจ้างแรงงานนั้นคือ สัญญาที่บุคคลคนหนึ่งเรียกว่าลูกจ้างตกลงเข้าทำงานให้แก่นายจ้าง และนายจ้างนั้นตกลงรับลูกจ้างนั้นเข้าทำงานและตกลงจะจ่ายสินจ้างให้แก่ลูกจ้างตลอดระยะเวลาที่จ้างงานนั้น ซึ่งขอขยายความไปได้อีกว่าสัญญาจ้างแรงงานนั้น คือสัญญาต่างตอบแทนซึ่งกันและกันระหว่างนายจ้างและลูกจ้าง โดยนายจ้างมีทั้งสิทธิ (เป็นเจ้าหนี้) ที่จะออกคำสั่งโดยชอบด้วยกฎหมาย (สั่งหรือใช้งานตามที่จ้างได้หรือมีอำนาจบังคับบัญชานั้นเอง) และมีหน้าที่ (หนี้) ที่จะต้องจ่ายสินจ้าง (เงินเท่านั้น) ให้แก่ลูกจ้างตลอดที่ยังทำงานให้แก่นายจ้างคนนั้น ๆ อยู่ และในทางกลับกันลูกจ้างก็ย่อมมีสิทธิ (เจ้าหนี้) ที่เรียกร้องถึงสินจ้าง และมีหน้าที่ (หนี้) ที่จะต้องปฏิบัติตามคำสั่งโดยชอบของนายจ้าง หรือที่เรียกว่า Pay of Work – No Work No pay

2. รูปแบบการทำสัญญาจ้างแรงงานที่กฎหมายให้ความคุ้มครองนั้น เมื่อมาตรา 575 บัญญัติเพียงแค่นายจ้างตกลงรับลูกจ้างเข้าทำงานและลูกจ้างยินยอมทำงานตามที่จ้าง เท่านั้น ไม่มีข้อความอื่นใดและกฎหมายอื่นใดที่กำหนดเพิ่มเติมขยายแยกออกไปอีก ดังนั้น สัญญาจ้างแรงงานจึงสามารถเกิดขึ้นโดยการตกลงกันด้วยวาจาก็ได้ (อันนี้คงไม่ต้องขยายความกันนะ แต่ข้อเสีย คือ เวลาเกิดข้อพิพาทระหว่างกันอาจนำสืบพยานด้วยตัวบุคคลเท่านั้น คือตัวนายจ้างเอง ลูกจ้างเอง พยาน เป็นต้น) หรือจะทำเป็นเอกสารสัญญาระหว่างกันก็ได้ซึ่งคงต้องมีข้อความทำนองว่าตกลงยินยอมทำงาน ยินยอมรับทำงาน จำนวนค่าจ้าง โดยจะลงลายมือชื่อฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งหรือทั้งสองฝ่าย หรือไม่ลงลายมือชื่อเลยก็ได้ เพราะกฎหมายไม่ได้กำหนดแบบนั่นเอง ซึ่งบางกรณีการทำสัญญาจ้างแรงงานระหว่างตัวนายจ้างและลูกจ้างที่มีการลงลายมือชื่อเป็นหลักฐานทั้งสองฝ่าย สำหรับบางคนอาจมองว่ายังไม่พอก็นำไปจดทะเบียนต่อพนักงานเจ้าหน้าที่ (พนักงานตรวจแรงงาน) เลยก็มี

แต่ความจริงของโลกใบนี้แล้วในทางปฏิบัตินั้น แม้สัญญาจ้างแรงงานกฎหมายจะมิได้กำหนดแบบในการทำสัญญาเอาไว้ ก็ควรที่จะทำเป็นหนังสือและควรมีข้อความที่ควรจะมี (เช่น ลักษณะการทำงาน เวลาการทำงาน ค่าจ้าง เงินพิเศษอื่น เป็นต้น...ตรงนี้ท่านผู้อ่านท่านใดมีข้อสงสัยเพิ่มเติม กระผมยินดีให้ข้อมูลเพิ่มเติมได้ครับ เพราะมันเป็นเรื่องเซนซิทีฟ) ในส่วนสำหรับกรณีที่นายจ้างหรือสถานประกอบกิจการมีลูกจ้างตั้งแต่ 10 คน ขึ้นไป พระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงานกำหนดเพียงว่าฝ่ายนายจ้างคุณจะต้องจัดทำทะเบียนลูกจ้างด้วยเพื่อให้เวลาพนักงานตรวจแรงงานซึ่งเป็นผู้ที่กฎหมายกำหนดอำนาจหน้าที่ให้สามารถทำการตรวจสอบโดยเข้าไป ณ สถานที่ทำงาน ตรวจเวลาการทำงาน มีอำนาจออกหนังสือให้นายจ้าง ลูกจ้างและบุคคลที่เกี่ยวข้องมาชี้แจงถึงข้อเท็จจริง เอกสารเหล่านั้นได้อีกด้วย รวมถึงมีอำนาจสั่งให้นายจ้างและลูกจ้างปฏิบัติตามคำสั่งโดยชอบด้วยกฎหมายของพนักงานตรวจแรงงานด้วย

กระผมจึงขอกล่าวโดยสรุปว่า สัญญาจ้างแรงงานไม่จำเป็นต้องทำเป็นหนังสือใด ๆ ต่อกัน ตกลงระหว่างกันก็เกิดสัญญาจ้างแรงงานที่กฎหมายให้ความคุ้มครองแล้ว ดังนั้น สัญญาจ้างแรงงานจะสมบูรณ์หรือไม่ ไม่ได้อยู่ที่การเซ็นชื่อของนายจ้างแต่ประการใด แต่หากเป็นกรณีที่นายจ้างมีลูกจ้าง 10 คนขึ้นไปกฎหมายก็กำหนดเพียงว่าให้นายจ้างทำทะเบียนลูกจ้างด้วยนะ และส่วนแรงงานนอกระบบก็ไม่ได้หมายถึงคนต่างด้าวที่เข้ามาทำงานในประเทศโดยผิดกฎหมายเท่านั้น แต่หมายถึงบุคคลผู้ถูกใช้ให้ทำงานนั้นอาจไม่ได้รับความคุ้มครองตามกฎหมายแรงงานเต็มที่ตามที่มีการคุ้มครอง เพราะเขาไม่ใช่บุคคลผู้มีฐานะลูกจ้างตามกฎหมายนั้นเอง...แล้วเราค่อยมาพบกันใหม่ขอรับกระผม

...เสือปันติดปีก

24/6/2565