บทความทนายชวนคิด ตอนที่ 20 : การนำสืบพยานหลักฐาน และอำนาจศาลปฏิเสธไม่รับฟังพยานหลักฐาน
บทความทนายชวนคิด ตอนที่ 20 : การนำสืบพยานหลักฐาน และอำนาจศาลปฏิเสธไม่รับฟังพยานหลักฐาน
การนำสืบพยานหลักฐาน คือ ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 85 หมายถึงการที่คู่ความฝ่ายที่มีหน้าที่จะต้องนำสืบข้อเท็จจริงนั้นคู่ความดังกล่าวย่อมมีสิทธิในการนำพยานหลักฐานใดๆมาสืบตามข้อเท็จจริงนั้นได้ ภายใต้กฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง หรือกฎหมายอื่นว่าด้วยการรับฟังพยานหลักฐานและการยื่นพยานหลักฐาน
หน้าที่และสิทธิ
หมายถึงการที่คู่ความนั้นมีหน้าที่ในการต้องนำสืบข้อเท็จจริงนั้นไม่ว่าจะมีหน้าที่ตาม ภาระพิสูจน์ หน้าที่สืบก่อนหลัง หรือหน้าที่นำสืบหักล้าง คู่ความนั้นย่อมสามารถนำ พยานบุคคล พยานเอกสาร พยานวัตถุ พยานผู้เชี่ยวชาญ นำสืบในข้อเท็จจริงนั้นได้
เมื่อมีสิทธิในการนำพยานหลักฐานเข้าสืบพยานในข้อเท็จจริงแล้วจึงเป็นสิทธิของคู่ความเอง ถ้าหากไม่ยอมนำพยานหลักฐานเข้ามาสืบ หรือนำพยานหลักฐานมาไม่เพียงพอในการสนับสนุนข้อเท็จจริงนั้นก็ย่อมต้องแพ้ในข้อเท็จจริงตามที่เถียงหรืออ้างนั้นไป
หรือบางทีจำเลยให้การปฏิเสธแต่ไม่ได้แสดงเหตุในการปฏิเสธนั้นไว้ ก็ถือว่าจำเลยนั้นยอมรับในประเด็นตามที่โจทก์กล่าวอ้างมาในคำฟ้อง จำเลยย่อมไม่มีข้อพิพาทในประเด็นตามที่โจทก์กล่าวอ้างมาในคำฟ้อง ประเด็นนั้นย่อมไม่มีประเด็นข้อพิพาทให้วินิจฉัยต่อให้จำเลยนำพยานหลักฐานเข้าสืบในประเด็นที่ไม่ได้เกิดเป็นประเด็นข้อพิพาทนั้นศาลย่อมไม่รับฟัง
กฎหมายให้สิทธินำพยานหลักฐานเข้าสืบแต่ต้องอยู่ภายใต้กฎหมาย
อยู่ภายใต้กฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง หรือกฎหมายอื่น ในหมวดของเรื่องการรับฟังพยานหลักฐาน และการยื่นบัญชีระบุพยาน หากพยานหลักฐานใดไม่สามารถรับฟังได้ และหรือยื่นบัญชีพยานไม่ถูกต้อง คู่ความย่อมไม่มีสิทธินำพยานหลักฐานนั้นเข้าสืบประกอบข้อเท็จจริงในประเด็นข้อพิพาทดังกล่าว
การรับฟังพยานหลักฐาน
เป็นเรื่องเกี่ยวกับลักษณะของพยานหลักฐาน เช่นพยานหลักฐานนั้นฟุ่มเฟือย ประวิงคดี ไม่เกี่ยวกับประเด็น ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 86 วรรค 2 หรือตามมาตรา 87(1) ว่าด้วยเรื่องพยานหลักฐานนั้นไม่เกี่ยวกับ้ขอเท้จจริงที่คู่ความฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งจะต้องนำสืบ หรือ 94 ว่าด้วยเรื่องห้ามรับฟังพยานบุคคลแทนเอกสารหรือรับฟังแทนการแก้ไขเปลี่ยนแปลงเอกสาร หรือ 93 ว่าด้วยห้ามไม่ให้รับฟังสำเนาเอกสาร หรือ 95วรรค 1 ว่าด้วยเรื่องห้ามรับฟังพยานบอกเล่า หรือ ตามประมวลรัษฎากร มาตรา 118 ห้ามไม่ให้รับฟังพยานเอกสารที่ไม่ยอมติดหรือขีดฆ่าอากรแสตมป์บริบูรณ์ ดังนั้นหากเข้าเงื่อนไขตามกฎหมายว่าด้วยหมวดการรับฟังพยานในมาตราใดหากไม่เป็นไปตามมาตราข้างต้นคู่ความย่อมไม่มีสิทธินำพยานหลักฐานดังกล่าวนั้นเข้าสืบข้อเท็จจริงในประเด็นข้อพิพาทนั้นๆ
การยื่นพยานหลักฐาน
แม้ศาลจะพิจารณาว่าด้วยเรื่องการรับฟังพยานหลักฐานดังกล่าวตามข้างต้นแล้ว ศาลก็จะมาพิจารณาเรื่องการยื่นพยานหลักฐานต่อ หากพยานหลักฐานดังกล่าวนั้นไม่ยอมยื่นบัญชีนระบุพยาน หรือไม่ส่งสำเนาเอกสาร ศาลก็ย่อมไม่สามารถรับฟังพยานหลักฐานได้
อำนาจศาลในการปฏิเสธไม่รับฟังพยานหลักฐาน
หมายความว่าถ้าศาลเห็นว่าพยานหลักฐานใดนั้นเป็นพยานหลักฐานที่รับฟังไม่ได้ หรือเป็นพยานหลักฐานที่รับฟังได้แต่ไม่ได้ยื่นบัญชีระบุพยานให้ถูกต้องตามกฎหมาย ศาลย่อมมีสิทธิปฏิเสธไม่รับฟังพยานหลักฐานดังกล่าวได้
อีกกรณีถ้าศาลเห็นว่าพยานหลักฐานนั้นฟุ่มเฟือยเกินสมควร หรือพยานหลักฐานนั้นประวิงคดีล่าช้า หรือไม่เกี่ยวกับประเด็น ให้ศาลมีอำนาจงดสืบพยานหลักฐานนั้น หรืองดสืบพยานหลักฐานต่อไปได้
หรืออีกกรณี เมื่อศาลเห็นว่าเพื่อประโยชน์ในความยุติธรรม เป็นการที่จำเป็นจะต้องนำพยานหลักฐานที่เกี่ยวกับประเด็นในคดีนี้มาสืบเพิ่ม ก็ให้ศาลทำการสืบพยานหลักฐานต่อไป ซึ่งอาจรวมถึงอาจเรียกพยานหลักฐานที่ได้มีการนำมาสืบพยานไปแล้วมานำสืบได้ใหม่อีกรอบ โดยไม่ต้องรอให้คู่ความฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งร้องขอ
การที่ศาลปฏิเสธไม่รับฟังพยานหลักฐาน
เกิดขึ้นได้ 2 กรณี
1. ตัวลักษณะของพยานนั้นรับฟังไม่ได้ ตามมาตราในหมวดของการรับฟังพยานหลักฐาน
หรือ 2. รับฟังได้ แต่ไม่ได้มีการยื่นบัญชีระบุพยานที่ถูกต้อง ตามมาตราในหมวดว่าด้วยการยื่นบัญชีระบุพยาน
ดังนั้นตามข้อ 1 และ 2 ศาลย่อมมีอำนาจปฏิเสธไม่รับฟังพยานหลักฐานดังกล่าวได้ เช่นหากเป็นพยานเอกสารนั้นอาจไม่ได้ถูกเอาเข้ามาในสำนวนคดีเลย หรือพยานบุคคลนั้นศาลไม่ยอมให้เข้าสืบพยาน หรือพยานวัตถุศาลอาจปฏิเสธไม่ให้นำพยานหลักฐานดังกล่าวเข้าสู่สำนวนคดี หรือศาลอาจให้สืบพยานหลักฐานต่างๆไปก่อนได้แต่ต่อมาศาลก็ไม่รับฟังอยู่ดีก็ได้
ข้อสังเกต ในกรณีที่พยานรับฟังไม่ได้หากยังไม่ชัดแจ้งว่าฟังได้หรือไม่ได้ศาลก็จะให้ดำเนินการสืบพยานไปก่อน แต่หากเป็นกรณีไม่ยื่นบัญชีระบุพยานให้ถูกต้องศาลอาจปฏิเสธไม่ให้สืบพยานตั้งแต่แรกเลยก็ได้ ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 86 วรรค 1 หรือต่อให้ศาลจะสืบต่อไปก็จะไม่รับฟังในภายหลังได้
งดสืบพยานหลักฐานนั้น
เป็นที่ศาลพิจารณาคุณค่าลักษณะของพยานหลักฐานนั้นแล้วเห็นว่าพยานหลักฐานนั้น ฟุ่มเฟือยโดยไม่เกี่ยวกับประเด็นไม่ได้มีความสำคัญในประเด็นนั้นเลย หรือประวิงคดีล่าช้าเอาพยานมาหลายอย่างโดยไม่ได้สำคัญอะไรเลย หรือไม่เกี่ยวกับประเด็น ให้ศาลมีอำนาจงดสืบพยานหลักฐานเช่นว่านั้นได้ หรือสืบพยานอื่นต่อไปเลย ซึ่งการงดสืบพยานหลักฐานนี้ถือเป็นเรื่องที่ศาลไม่รับฟังพยานหลักฐาน
ซึ่งการงดสืบพยานหลักฐานนั้นพยานอาจเป็นพยานที่รับฟังได้ และยื่นบัญชีมาถูกต้องแล้ว แต่อาจเป็นดุลยพินิจของศาลเองว่าเกี่ยวข้องตาม 3 เงื่อนไขข้างบนหรือไม่
จะเกี่ยวกับประเด็นหรือไม่นั้นจะต้องไปดูในคำฟ้องคำให้การถ้าเกิดมีการรับกันในข้อเท็จจริงนั้นแล้วก็ย่อมไม่มีประเด็นใดที่จะต้องกล่าวถึงหากสืบพยานประเด็นที่รับกันไปแล้ว ถือว่าไม่เกี่ยวกับประเด็นข้อพิพาทอะไรเลย และหากเกี่ยวกับประเด็นก็จะต้องมาดูว่าฟุ่มเฟือย หรือประวิงคดีหรือไม่ เพราะเหตุผลที่คู่ความอ้างนั้นสามารถอ้างได้หลายเหตุผลว่าพยานนี้เกี่ยวกับประเด็นข้อพิพาท และมาตรา 104 นั้นให้อำนาจศาลเต็มที่ในการใช้ดุลยพินิจในการงดสืบพยานหลักฐานดังกล่าวได้
ถ้าศาลเห็นว่าเพื่อเป็นประโยชน์แห่งความยุติธรรม
เมื่อเห็นว่าเป็นประโยชน์แห่งความยุติธรรมที่จะต้องนำพยานหลักฐานอื่นที่เกี่ยวกับประเด็นข้อพิพาทในคดีมาสืบเพิ่มเติม ก็ให้ทำการสืบพยานเพิ่มเติมไป ซึ่งอาจตามพยานหลักฐานที่สืบไปแล้วมาสืบใหม่ได้ โดยไม่จำเป็นว่าต้องมีคู่ความฝ่ายใดกล่าวขึ้นอ้าง เป็นดุลยพินิจของศาล
นายพีรกร สุขสุเมฆ
ผู้เขียน
ทนายความ