7-ขอแค่คุณเซ็นใบแต่งมาก็เพียงพอ

บทความทนายชวนคิด ตอนที่ 5 : ขอแค่คุณเซ็นใบแต่งมาก็เพียงพอ (ใบแต่งทนายความ)

          เมื่อใดก็ตามที่ลูกความของคุณมีความประสงค์อยากจะจ้างเราว่าความนอกจากจ่ายเงินค่าว่าความเสียแล้วก็ต้องให้เซ็นใบแต่งทนายความเสียด้วยเพราะมิฉะนั้นเราจะไปว่าความให้ลูกความของเราได้อย่างไรเสียเล่าๆ ดังนั้นแล้วนอกเหนือจากหนังสือมอบอำนาจที่อาจมีการมอบอำนาจให้ทนายความดำเนินคดีต่อคู่ความตั้งแต่ชั้นพิจารณาไปจนถึงชั้นบังคับคดี ก็จะต้องมีการแต่งทนายความเข้ารวมไปในสำนวนคดีดังกล่าวเสียด้วย ดังนั้นจึงจะมาว่ากันถึงใบแต่งทนายความนั้นหมายถึงและคืออะไรกัน

          ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 60 บัญญัติว่า การดำเนินคดีแพ่งนั้นลูกความอาจไม่จำเป็นต้องมาศาลมาดำเนินการเสียเองคนเดียวทั้งหมดก็ได้ ลูกความสามารถแต่งตั้งทนายความคนใดคนนึงให้ว่าความ และดำเนินคดีนั้นแทนลูกความทั้งหมดก็ได้

          การแต่งตั้งทนายความจะต้องทำเป็นหนังสือหรือเรียกว่า “ใบแต่งทนายความ” นั่นเอง ซึ่งในใบแต่งทนายความนั้นจะต้องมีการลงลายมือชื่อ หรือ “ลายเซ็น” ของลูกความและทนายความ เพราะหากไม่มีลายเซ็นหรือลงลายมือชื่ออย่างใดอย่างหนึ่งนั้นย่อมถือเป็นเอกสารที่ไม่สมบูรณ์ เมื่อยื่นใบแต่งทนายความรวมเข้ากับสำนวนคดีของลูกความและศาลตรวจพบเห็นขอบกพร่องดังกล่าวศาลจะต้องให้ดำเนินการแก้ไขใบแต่งทนายความนั้นให้สมบูรณ์เสียก่อน ตามฎีกา 1326/2522

          และเมื่อเซ็นใบแต่งทนายความแล้วจะมอบอำนาจในเรื่องของจำหน่ายสิทธินั้นให้แก่ทนายความด้วยไม่งั้นอาจมีขั้นตอนบางอย่างที่ทนายความจะไม่สามารถทำได้จะทำได้แต่เพียงลูกความคนเดียวเท่านั้นซึ่งอำนาจในเรื่องดังกล่าวนั้นได้แก่

                   1. การยอมรับตามที่คู่ความอีกฝ่ายหนึ่งเรียกร้อง

                   2. การถอนฟ้อง

                   3. การสละสิทธิ

                   4. การใช้สิทธิอุทธรณ์ ฎีกา

                   5. การขอให้พิจารณาคดีใหม่

                 6. การประนีประนอมยอมความ

 

          6 อย่างข้างต้นนั้นล้วนเป็นสิทธิสำคัญของตัวลูกความอย่างมากเพราะหากอย่างใดอย่างหนึ่งทนายความดำเนินการไปหรือลูกความกระทำไปโดยพลการนั้นอาจมีผลต่อคดีที่ลูกความดำเนินอยู่เป็นอย่างมากดังนั้น แล้วในทางปฏิบัติลูกความจะต้องมอบอำนาจดังกล่าวทั้งหมดมาในใบแต่งให้แก่ตัวทนายความอยู่แล้วเพื่อป้องกันปัญหาต่างๆที่จะเกิดขึ้นในอนาคต          ตัวอย่างเช่นตามฎีกา 4548/2562 นั้น ในขณะที่ทนายความโจทก์นั้นกำลังยื่นอุทธรณ์ต่อศาล ศาลได้ตรวจพบว่าในใบแต่งทนายความโจทก์นั้นกลับไม่ได้มีการมอบอำนาจให้ทนายโจทก์นั้นใช้สิทธิในการอุทธรณ์แทนลูกความได้ ซึ่งศาลก็จะต้องดำเนินการแก้ไขข้อบกพร่องดังกล่าวโดยให้ทนายความโจทก์นั้นแก้ไขในเรื่องอำนาจในใบแต่งทนายความนั้นให้สำเร็จเสียก่อนจึงจะยื่นอุทธรณ์ได้

          และประการสุดท้ายนั้นการมอบอำนาจนั้นแต่งต่างๆจากการเซ็นในใบแต่งตั้งทนายความเนื่องจากทนายความนั้นเป็นวิชาชีพที่ต้องดำเนินการว่าความให้แก่ลูกความซึ่งการที่จะว่าความได้นั้นจะต้องเป็นทนายความเท่านั้นที่มีสิทธิใส่ชุดครุยในการว่าความรวมถึงการมีใบอนุญาต แต่การมอบอำนาจนั้นต่อให้มอบอำนาจมาในเรื่องการว่าความก็จะต้องมีการทำใบแต่งทนายความขึ้นมาอีก 1 ชุด เนื่องจากการมอบอำนาจนั้นผู้รับมอบอำนาจไม่สามารถว่าความได้อย่างทนายความเว้นแต่ผู้รับมอบอำนาจนั้นเป็นทนายความเสียเองเมื่อในหนังสือมอบอำนาจมีอำนาจให้แต่งตั้งทนายความได้ผู้รับอำนาจที่เป็นทนายความดังกล่าวย่อมสามารถแต่งตั้งตัวเองเข้ามาว่าความในคดีนี้ได้

          สรุปแล้วในทางปฏิบัติผู้เขียนเมื่อลูกความต้องการที่จะว่างจ้างเราก็ควรจะต้องมีการจัดทำหนังสือมอบอำนาจ 1 ชุด และใบแต่งทนายความ 1 ชุด โดยหนังสือมอบอำนาจนั้นขึ้นอยู่กับการวิเคราะห์คดีความของตัวลูกความเสียว่ากรอบในการดำเนินคดีนั้นกว้างแค่ไหนและต้องดำเนินการถึงเพียงไหนนั่นเอง ส่วนใบแต่งทนายความนั้นก็ควรจะให้ลูกความเซ็นแต่งตั้งเราเข้าไปเพื่อกรณีตัวลูกความไม่จ่ายเงินค่าว่าความให้แก่เรา เราก็สามารถใช้ทั้งใบแต่งทนายความและหนังสือมอบอำนาจเป็นหลักฐานในการฟ้องร้องต่อลูกความในเรื่องการไม่จ่ายค่าว่าความให้แก่เราได้

นายพีรกร สุขสุเมฆ

ผู้เขียน

ทนายความ