17-การวินิจฉัยชี้ขาดเบื้องต้นในปัญหาข้อกฎหมาย

การวินิจฉัยชี้ขาดเบื้องต้นในปัญหาข้อกฎหมาย

การขอให้ศาลวินิจฉัยชี้ขาดเบื้องต้นในปัญหาข้อกฎหมาย ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 24 เป็นการกำหนดวิธีการที่จะทำให้คดีเสร็จสำนวนไปจากศาลได้โดยเร็ว ซึ่งหากศาลวินิจฉัยให้แล้วเป็นคุณแก่คู่ความฝ่ายที่ขอ จะไม่ต้องมีการพิจารณาคดีนั้นต่อไป ซึ่งการขอนี้จะทำได้เฉพาะในศาลชั้นต้นเท่านั้น ซึ่งมีหลักเกณฑ์ ดังนี้

- คู่ความร้องขอหรือเมื่อศาลเห็นสมควร

- ปัญหาข้อกฎหมายนั้นต้องเป็นประเด็นแห่งคดีที่โจทก์กล่าวมาในคำฟ้อง หรือที่จำเลยยกเป็นข้อต่อสู้ในคำให้การของจำเลย

- การชี้ขาดปัญหาข้อกฎหมายนั้น ทำให้ไม่ต้องมีการพิจารณาคดีอีกต่อไป หรือไม่ต้องพิจารณาประเด็นสำคัญแห่งคดีบางข้อโดยเป็นคุณต่อคู่ความที่ยื่นขอ หากไม่เป็นคุณแก่คู่ความที่ยื่นขอนั้น ก็มิใช่เป็นการวินิจฉัยชี้ขาดในปัญหาข้อกฎหมาย ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 24 แต่เป็นคำสั่งระหว่างพิจารณา

- การจะชี้ขาดในปัญหาข้อกฎหมายนั้นหรือไม่เป็นดุลพินิจของศาลชั้นต้น คำสั่งของศาลชั้นต้นที่เกี่ยวกับการวินิจฉัยข้อกฎหมาย เป็นคำสั่งที่อุทธรณ์โดยไม่ต้องโต้แย้งคำสั่งนั้นตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 227,228,247 แต่ถ้าหากศาลชั้นต้นมีคำสั่งอย่างอื่นที่มิใช่คำสั่งชี้ขาดปัญหาข้อกฎหมายที่คู่ความได้ขอเข้ามา ถือว่าคำสั่งดังกล่าวเป็นคำสั่งระหว่างพิจารณา ซึ่งคู่ความฝ่ายนั้นประสงค์จะอุทธรณ์ต้องโต้แย้งคำสั่งนั้นก่อน

- การยื่นคำร้องขอให้ศาลวินิจฉัยชี้ขาดเบื้องต้นในปัญหาข้อกฎหมาย ขอได้ในระหว่างที่คดีอยู่ในการพิจารณาของศาลชั้นต้นเท่านั้น

ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 24

เมื่อคู่ความฝ่ายใดยกปัญหาข้อกฎหมายขึ้นอ้าง ซึ่งถ้าหากได้วินิจฉัยให้เป็นคุณแก่ฝ่ายนั้นแล้วจะไม่ต้องมีการพิจารณาคดีต่อไปอีก หรือไม่ต้องพิจารณาประเด็นสำคัญแห่งคดีบางข้อ  หรือถึงแม้จะดำเนินการพิจารณาประเด็นข้อสำคัญแห่งคดีไป ก็ไม่ทำให้ความชัดขึ้นอีกแล้ว เมื่อศาลเห็นสมควรหรือเมื่อคู่ความฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งมีคำขอให้ศาลมีอำนาจหรือมีคำสั่งให้มีผลว่าก่อนดำเนินการพิจารณาต่อไป ศาลจะได้พิจารณาปัญหาข้อกฎหมายเช่นว่านี้แล้ววินิจฉัยชี้ขาดเบื้องต้นในปัญหานั้น

ถ้าศาลเห็นว่าคำวินิจฉัยเช่นว่านี้ จะทำให้คดีเสร็จไปทั้งเรื่องหรือเฉพาะแต่ประเด็นแห่งคดีบางข้อ ศาลจะวินิจฉัยชี้ขาดปัญหาที่กล่าวแล้วและพิพากษาคดีเรื่องนั้น หรือเฉพาะแต่ประเด็นที่เกี่ยวข้องไปโดยคำพิพากษาหรือคำสั่งฉบับเดียวกันก็ได้

คำสั่งใดๆของศาลที่ได้ออกตามมาตรานี้ ให้อุทธรณ์และฎีกาได้ตามที่บัญญัติไว้ใน มาตรา 227,228 และ 247

คำพิพากษาศาลฎีกาที่1254/2517การที่ศาลชั้นต้นสั่งงดสืบพยานโจทก์จำเลยแล้วพิพากษายกฟ้องโดยข้อกฎหมาย มิได้วินิจฉัยพยานหลักฐานโดยอาศัยข้อเท็จจริง เป็นการวินิจฉัยชี้ขาดเบื้องต้นในข้อกฎหมายอันจะทำให้คดีเสร็จไปทั้งเรื่อง ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 24 จึงไม่เป็นคำสั่งระหว่างพิจารณา แม้โจทก์จะไม่ได้โต้แย้งคำสั่งศาลชั้นต้นที่สั่งให้งดสืบพยานโจทก์จำเลยไว้ โจทก์ก็มีสิทธิอุทธรณ์ได้

คำพิพากษาศาลฎีกาที่782/2536การ ที่ศาลชั้นต้นเห็นว่าคดีนี้เป็นคดีแพ่งที่เกี่ยวเนื่องกับคดีอาญาจึงมีคำ สั่งให้งดสืบพยานแล้วฟังข้อเท็จจริงตามคำพิพากษาคดีส่วนอาญา และพิพากษายกฟ้องนั้น เป็นการวินิจฉัยชี้ขาดเบื้องต้นในปัญหาข้อกฎหมายตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่งมาตรา 24 ไม่เป็นคำสั่งระหว่างพิจารณาตามมาตรา 227 โจทก์มีสิทธิอุทธรณ์คำสั่งของศาลชั้นต้นที่ให้งดสืบพยานโดยไม่ต้องโต้แย้งไว้ตามมาตรา 226

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 3933/2548 คดีสืบเนื่องจากโจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยทั้งสามร่วมกันชำระค่าเสียหายแก่โจทก์ เพราะเหตุจำเลยทั้งสามร่วมกันทำละเมิดต่อโจทก์

จำเลยที่ 3 ให้การว่า จำเลยที่ 3 มิใช่บุคคลหรือนิติบุคคล โจทก์จึงไม่มีอำนาจฟ้องจำเลยที่ 3

ต่อมาจำเลยที่ 3 ยื่นคำร้องต่อศาลชั้นต้นให้วินิจฉัยข้อกฎหมายว่า เนื่องจากจำเลยที่ 3 มิใช่บุคคลหรือนิติบุคคล โจทก์จึงไม่มีอำนาจฟ้องจำเลยที่ 3 ขอให้ยกฟ้องตาม ป.วิ.พ. มาตรา 24

ศาลชั้นต้นพิจารณาแล้วมีคำสั่งว่า โจทก์มีอำนาจฟ้องจำเลยที่ 3 และสั่งนัดสืบพยานต่อไป

ระหว่างพิจารณาจำเลยที่ 3 อุทธรณ์คำสั่งของศาลชั้นต้นโดยตรงต่อศาลฎีกา ศาลชั้นต้นอนุญาต

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ป.วิ.พ. มาตรา 24 บัญญัติไว้เป็นสาระสำคัญว่า เมื่อคู่ความฝ่ายใดยกปัญหาข้อกฎหมายขึ้นอ้าง ซึ่งถ้าหากได้วินิจฉัยให้เป็นคุณแก่ฝ่ายนั้นแล้ว จะไม่ต้องมีการพิจารณาคดีต่อไปอีกหรือไม่ต้องพิจารณาประเด็นสำคัญแห่งคดีบางข้อ หรือถึงแม้จะดำเนินการพิจารณาประเด็นข้อสำคัญแห่งคดีไป ก็ไม่ทำให้ได้ความชัดขึ้นอีกแล้ว ก็ให้ศาลมีอำนาจที่จะมีคำสั่งในประเด็นข้อกฎหมายดังกล่าวได้ และคำสั่งใด ๆ ของศาลที่ได้ออกตามมาตรานี้ ให้อุทธรณ์และฎีกาได้ตามที่บัญญัติไว้ในมาตรา 227, 228 และ 247 ดังนั้น ที่จำเลยที่ 3 ยื่นคำร้องต่อศาลชั้นต้นให้วินิจฉัยข้อกฎหมายว่า จำเลยที่ 3 มิใช่บุคคลหรือนิติบุคคล โจทก์จึงไม่มีอำนาจฟ้องจำเลยที่ 3 ขอให้ยกฟ้อง แต่เมื่อศาลชั้นต้นมีคำสั่งว่าโจทก์มีอำนาจฟ้องจำเลยที่ 3 คำสั่งของศาลชั้นต้นจึงไม่เป็นคุณแก่จำเลย เช่นนี้ จึงไม่ถือว่าคำสั่งของศาลชั้นต้นดังกล่าวเป็นคำสั่งวินิจฉัยชี้ขาดเบื้องต้นในปัญหาข้อกฎหมายตามนัยแห่ง ป.วิ.พ. มาตรา 24 ดังกล่าว และถือว่าเป็นคำสั่งระหว่างพิจารณา ดังนั้น จำเลยจึงไม่มีสิทธิอุทธรณ์

พิพากษายกอุทธรณ์ของจำเลย ให้ศาลชั้นต้นดำเนินกระบวนพิจารณาต่อไป คืนค่าขึ้นศาลชั้นฎีกาแก่จำเลยทั้งหมด ค่าฤชาธรรมเนียมนอกจากนี้ให้เป็นพับ.

ทนายสุกฤษฏิ์  เจริญสมบัติ