บทความทนายชวนคิด ตอนที่ 19 : การชี้สองสถาน
บทความทนายชวนคิด ตอนที่ 19 : การชี้สองสถาน
การชี้สองสถาน คือพยานหลักฐานที่จะนำมาวินิจฉัยในปัญหาข้อเท็จจริงจะต้องเป็นพยานหลักฐานที่เกี่ยวข้องในประเด็น ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 88 วรรค 2 และศาลก็จะต้องวินิจฉัยชี้ขาดในประเด็นนั้นด้วย ดังนั้นตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่งมาตรา 141 และ142 จะรู้ว่ามีประเด็นอะไรบ้างก็จะต้องมีการชี้สองสถานเสียก่อนเพื่อให้ศาลได้กำหนดประเด็นข้อพิพาท และกำหนดภาระพิสูจน์ของคู่ความในประเด็นนั้นๆ ซึ่งประเด็นข้อพิพาทมีได้ในเรื่องของข้อเท็จจริงจะต้องกำหนดภาระพิสูจน์โดยอาศัยพยานหลักฐาน หรือข้อกฎหมายไม่จำเป็นต้องกำหนดภาระพิสูจน์โดยไม่จำเป็นต้องใช้พยานหลักฐาน ดังนั้นการชี้สองสถานเป็นการกำหนดประเด็นข้อพิพาทและการกำหนดภาระพิสูจน์และแบ่งปัญหาออกเป็นสองอย่างคือปัญหาในข้อเท็จจริงและปัญหาในข้อกฎหมาย
ประเด็นข้อพิพาท หมายถึง ข้ออ้าง ข้อเถียง ของคู่ความที่ยกขึ้นกล่าวอ้างขึ้นมาในคำคู่ความไม่ว่าจะเป็นในปัญหาข้อกฎหมายหรือปัญหาในข้อเท็จจริง ซึ่งการที่คู่ความได้ยกขึ้นอ้างและเถียงกันนั้นย่อมเกิดประเด็นข้อพิพาทไม่ว่าในประเด็นปัญหาข้อเท็จจริงหรือประเด็นปัญหาข้อกฎหมาย แต่ถ้าอีกฝ่ายหนึ่งอ้างกฎหมายหรือข้อเท็จจริงขึ้นแต่อีกฝ่ายหนึ่งนั้นรับไม่โต้เถียงเท่ากับว่าย่อมไม่เกิดประเด็นข้อพิพาท และการที่คู่ความยกขึ้นอ้าง หรือยกขึ้นเถียงนั้นจะต้องปรากฏอยู่ในคำคู่ความเช่น คำฟ้อง คำให้การ เป็นต้น
ภาระพิสูจน์ ศาลจะเป็นคนกำหนด ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 84/1 มีหลักเบื้องต้นอย่างเข้าใจง่ายว่า “ผู้ใดกล่าวอ้างผู้นั้นนำสืบ” หมายถึงว่าประเด็นข้อพิพาทในปัญหาข้อเท็จจริงที่คู่ความฝ่ายใดนั้นกล่าวอ้างฝ่ายที่กล่าวอ้างนั้นจะต้องพิสูจน์ในประเด็นข้อพิพาทดังกล่าว คือหากข้อเท็จจริงใดที่คู่ความโจทก์จำเลยที่ยกขึ้นมาในคำฟ้องและคำให้การซึ่งหากโจทก์นั้นยกข้อเท็จจริงอะไรขึ้นมาโจทก์ก็จะต้องพิสูจน์ในข้อเท็จจริงตรงนั้น ส่วนหากจำเลยปฏิเสธยกเหตุหรือข้อเท็จจริงอะไรขึ้นมาจำเลยก็จะต้องพิสูจน์ในสิ่งที่ยกขึ้นมาในเหตุหรือข้อเท็จจริงนั้น
จุดเริ่มต้นของการชี้สองสถาน ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 182 การชี้สองสถานเริ่มจากการที่โจทก์ได้ยื่นฟ้อง และจำเลยได้ยื่นคำให้การ มาแล้วศาลก็จะเริ่มดำเนินการชี้สองสถานโดยแจ้งวันชี้สองสถานให้โจทก์ และจำเลยนั้นทราบถึงวันชี้สองสถานดังกล่าว
กรณีที่ศาลไม่ต้องนัดชี้สองสถานนั้น
1. จำเลยขาดนัดยื่นคำให้การ โจทก์ก็จะดำเนินคดีไปโดยยื่นคำขอเพื่อให้ศาลนั้นมีคำพิพากษาหรือคำสั่งชี้ขาดให้โจทก์นั้นเป็นฝ่ายชนะคดีจำเลยโดยขาดนัดได้ และจำเลยไม่มาศาลย่อมไม่ได้รับคำให้การเพื่อจะมาเทียบกับคำฟ้องของโจทก์ได้จึงไม่จำเป็นต้องมีการชี้สองสถาน
2. จำเลยยอมรับตามคำให้การ โดยยอมรับตามคำฟ้องของโจทก์ทั้งหมดซึ่งไม่มีปฏิเสธตามที่โจทก์กล่าวอ้างแต่อย่างใดทั้งสิ้น ศาลก็ไม่จำเป็นต้องชี้สองสถาน
3. จำเลยนั้นปฏิเสธตามคำให้การในสิ่งที่โจทก์กล่าวอ้างมาในคำฟ้อง แต่การปฏิเสธนั้นกลับไม่มีเหตุผลที่เพียงพอในการปฏิเสธตามคำให้การ หรือเรียกว่าการปฏิเสธลอย เช่น โจทก์ฟ้องคดีกู้ยืมเงิน แต่จำเลยปฏิเสธว่าสัญญากู้ของโจทก์ตามที่กล่าวอ้างมาในคำฟ้องของโจทก์นั้นปลอมโดยไม่ได้แสดงเหตุผลว่าปลอมอย่างไรหรือทำไมถึงปลอม ซึ่งศาลก็กำหนดประเด็นข้อพิพาทว่าสัญญากู้นั้นปลอมอย่างไร โจทก์ก็ต้องนำพยานหลักฐานเข้าสืบในประเด็นดังกล่าว แต่จำเลยไม่สามารถนำพยานหลักฐานเข้าสืบในประเด็นดังกล่าวได้นอกจากได้แค่ถามค้านพยานโจทก์ในประเด็นดังกล่าว
ในการชี้สองสถานศาล ศาลจะตรวจสอบคำคู่ความโดยการนำข้ออ้างข้อเถียงตาม คำฟ้องคำให้การของโจทก์จำเลยมาเทียบเคียง ซึ่งในการกำหนดประเด็นข้อพิพาทศาลจะไปกำหนดประเด็นข้อพิพาทนอกเหนือคำฟ้องคำให้การไม่ได้ และศาลจะสอบถามคู่ความเกี่ยวกับข้ออ้างข้อเถียงของโจทก์จำเลย และพยานหลักฐานที่จะยื่นว่าฝ่ายใดยอมรับข้ออ้างข้อเถียงกันอย่างไร โดยศาลถามอันมีจุดประสงค์เพื่อตัดประเด็นหรือสละประเด็นอะไรที่ไม่จำเป็นนั้นออกไป โดยข้อเท็จจริงหากฝ่ายใดยอมรับก็ย่อมยุติไปแต่ถ้าไม่ว่าปัญหาในข้อเท็จจริงหรือปัญหาในข้อกฎหมาย ที่ฝ่ายใดไม่ยอมรับก็ให้ศาลนั้นกำหนดเป็นประเด็นข้อพิพาท ต่อจากนั้นเมื่อศาลได้กำหนดประเด็นข้อพิพาทแล้วศาลก็จะต้องวินิจฉัยไปตามประเด็นข้อพิพาทนั้นๆ หากศาลวินิจฉัยนอกเหนือประเด็นข้อพิพาถือว่าเป็นการวินิจฉัยที่ไม่ชอบ
ที่มาของประเด็นข้อพิพาท
1. คำฟ้อง ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 172 คำฟ้องนั้นจะต้องประกอบไปด้วย ข้อหา และคำขอบังคับ
2. คำให้การ ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 177
ลักษณะของคำให้การ
1. จำเลยให้การยอมรับในข้ออ้างตามคำฟ้องโจทก์ การยอมรับในข้อเท็จจริงของจำเลยนั้นย่อมไม่เกิดประเด็นข้อพิพาท หากจำเลยยอมรับไปแล้วต่อมาจำเลยจะมาสืบปฏิเสธในสิ่งที่ยอมรับไปถือเป็นการสืบนอกคำให้การศาลจึงไม่สามารถรับฟังได้ เพราะการยอมรับนั้นถือเป็นการยุติไม่เกิดประเด็นข้อพิพาทแล้ว
แต่ถ้าหากว่าจำเลยนั้นยอมรับในข้อเท็จจริงของโจทก์แต่จำเลยได้ยกข้อเท็จจริงกล่าวขึ้นใหม่ ย่อมถือว่าเกิดประเด็นข้อพิพาท โดยจำเลยมีภาระพิสูจน์ในการสืบประเด็นขอพิพาทดังกล่าว และการยอมรับพร้อมกับยกข้อเท็จจริงขึ้นมาใหม่จะต้องแสดงเหตุในการยกข้อเท็จจริงขึ้นมาใหม่นั้นให้ชัดเจนด้วย หากยกข้อเท็จจริงขึ้นมาใหม่โดยให้เหตุผลไม่ชัดเจน เช่น กู้ยืมเงินจากโจทก์จริงแต่จ่ายครบแล้ว แบบนี้ยอมเกิดประเด็นข้อพิพาทแต่จำเลยไม่สามารถนำพยานเข้าสืบในประเด็นดังกล่าวได้ภาระพิสูจน์จึงตกอยู่แก่ฝ่ายโจทก์ในการนำพยานเข้าสืบจำเลยจึงทำได้แค่ถามค้านในประเด็นดังกล่าว หากจำเลยยังจะเอาพยานหลักฐานเข้าสืบในประเด็นดังกล่าวก็ถือว่าเป็นพยานหลักฐานที่ไม่เกี่ยวกับข้อเท็จจริง ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 87(1) ศาลจะรับฟังเป็นพยานหลักฐานไม่ได้ ถือเป็นการสืบพยานนอกคำให้การ แต่หากสุดท้ายแล้วจำเลยยอมรับและยกข้อเท็จจริงขึ้นใหม่อย่างมีเหตุผลย่อมเกิดประเด็นข้อพิพาทและภาระพิสูจน์นั้นตกอยู่แก่จำเลย
2. จำเลยไม่ให้การอะไรเลย ถือว่าจำเลยยอมรับในข้อเท็จจริงขอโจทก์ทั้งหมดย่อมไม่เกิดประเด็นข้อพิพาทอะไรเลย เช่น นาย ก. ฟ้อง นาย ข. ซึ่งเป็นลูกจ้างขับรถโดยประมาทเรียกเงิน 4 ล้านบาท นาย ข. ยกข้อต่อสู้ว่าไม่ได้ประมาท แต่ไม่ได้พูดถึงเรื่องของการเป็นลูกจ้าง ประเด็นข้อพิพาทของการเป็นลูกจ้างนายจ้างนี้ถือว่าเป็นการยอมรับย่อมทำให้ข้อเท็จจริงนั้นยุติลงไปซึ่งจากตัวอย่างหากจำเลยนั้นมาสืบเรื่องของนายจ้างลูกจ้างถือว่าเป็นการสืบนอกคำให้การ
3. จำเลยให้การปฏิเสธโดยมีเหตุผลในการปฏิเสธอย่างชัดแจ้ง นั้นย่อมเกิดประเด็นข้อพิพาท
หน้าที่ในการสืบพยาน เป็นเพียงการอำนวยความสะดวกในการพิจารณาเท่านั้นโดยกำหนดให้สอดคล้องกับภาระพิสูจน์ ถ้าภาระพิสูจน์ประเด็นนั้นตกอยู่ที่ใครฝ่ายนั้นก็ต้องนำสืบก่อนแล้วอีกฝ่ายนำสืบแก้ หรือฝ่ายไหนมีภาระพิสูจน์มากกว่าฝ่ายนั้นก็นับสืบก่อน หรือฝ่ายไหนมีภาระพิสูจน์ในประเด็นที่สำคัญกว่าอีกฝ่ายฝ่ายนั้นก็มีหน้าที่นำสืบก่อน
นายพีรกร สุขสุเมฆ
ผู้เขียน
ทนายความ