บทความทนายชวนคิดตอนที่31คดีแพ่งเกี่ยวเนื่องคดีอาญา

บทความทนายชวนคิด ตอนที่ 31 คดีแพ่งเกี่ยวเนื่องคดีอาญา

                   คดีแพ่งเกี่ยวเนื่องคดีอาญานั้น หมายถึง คดีแพ่งที่มีมูลคดีหรือสาเหตุของคดีนั้นเกิดจากการกระทำความผิดทางอาญาหรือ หรือในการที่ต้องรับผิดทางแพ่งอันเกิดมาจากผลจากการกระทำความผิดทางอาญานั้นโดยตรง ตัวอย่าง ความผิดเกี่ยวกับชีวิตร่างกายจิตใจ ฯลฯ ซึ่งผู้เสียหายที่ได้รับผลกระทำจากความผิดทางอาญาดังกล่าวนั้น ชอบที่จะสามารถเรียกค่าสินไหมทดแทนในทางแพ่งจากผู้กระทำความผิดนั้นได้

                 ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 40 นั้นได้อธิบายไว้ว่า การกระทำความผิดทางอาญานั้นมักมีมูลคดีที่เกี่ยวข้องกับความสัมพันธ์กับการกระทำความผิดในทางคดีแพ่งด้วย เช่น การทำร้ายผู้อื่น จะประกอบไปด้วยความผิดอยู่ 2 ฐาน อันได้แก่ ความผิดฐานทำร้ายร่างกายผู้อื่นในคดีอาญา กับความผิดฐานละเมิดผู้อื่นในคดีแพ่ง ในทางแพ่งนั้นผู้เสียหายย่อมสามารถฟ้องเรียกร้องค่าสินไหมทดแทน หรือเรียกร้องเอาทรัพย์สินหรือราคาที่สูญเสียไปอันเนื่องมาจากการกระทำความผิดจากจำเลยหรือผู้กระทำละเมิดได้ พร้อมกับการฟ้องคดีอาญาต่อผู้กระทำความผิดได้ โดยตามมาตราดังกล่าวนั้นได้ให้สิทธิแก่ผู้เสียหายที่สามารถเลือกฟ้องต่อศาลที่พิจารณาคดีอาญา หรือผู้เสียหายสามารถนำคดีไปฟ้องต่อศาลที่มีอำนาจในการพิจารณาคดีแพ่งนั้นก็ได้ หากผู้เสียหายดำเนินการฟ้องคดีต่อศาลอาญานั้นความผิดทางแพ่ง ศาลจะมีการนำเอาประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่งนั้นมาบังคับใช้ในการพิจารณาคดีดังกล่าวด้วย ซึ่งในคดีแพ่งที่เกี่ยวเนื่องในคดีอาญานั้นย่อมจะไม่มีการชี้สองสถาน

                    ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 41 นั้นได้อธิบายไว้ว่า หากการพิจารณาคดีแพ่งจะทำให้การพิจารณาคดีอาญานั้นดำเนินการล่าช้าออกไป รวมถึงอาจกระทบถึงสิทธิเสรีภาพของบุคคล ศาลที่พิจารณาคดีอาญานั้นย่อมมีอำนาจในการสั่งให้ผู้เสียหายนั้นไปฟ้องคดีแพ่งยังศาลที่มีอำนาจพิจารณาคดีแพ่งแยกออกต่างหากได้ โดยมีคำสั่งให้ผู้เสียหายนั้นแยกฟ้องคดีแพ่ง และฟ้องคดีอาญา รวมเป็นสองคดี

                    ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 42  นั้นได้อธิบายไว้ว่า ในคดีแพ่งที่เกี่ยวเนื่องกับคดีอาญาการนำสืบพยานหลักฐานนั้นจะนำสืบพยานหลักฐานในคดีอาญา โดยโจทก์ย่อมมีหน้าที่ในการนำพยานหลักฐานนำสืบอยู่ก่อนเสมอ และจำเลยจึงค่อยมีหน้าที่ในการหักล้างพยานหลักฐานตามที่โจทก์นั้นได้กล่าวอ้างเอาไว้ในลำดับต่อมา และเมื่อได้มีการพิจารณาพยานหลักฐานในคดีอาญาเสร็จสิ้นแล้ว หากปรากฏว่าพยานหลักฐานในคดีอาญานั้นยังไม่เพียงพอต่อการพิจารณาในส่วนของคดีแพ่ง กฎหมายย่อมให้อำนาจศาลเรียกให้มีการสืบพยานฐานเพิ่มเติมในส่วนของคดีแพ่งได้ ซึ่งจะมีคำพิพากษาของคดีอาญาไปก่อน แล้วค่อยมีคำพิพากษาคดีแพ่งนั้นต่อมาภายหลัง

                    ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 43 นั้นได้อธิบายไว้ว่า เมื่อเกิดเหตุลักทรัพย์ วิ่งราว ชิงทรัพย์ ปล้นทรัพย์ กรรโชก ฉ้อโกง ยักยอก หรือรับของโจร โดยปกตินั้นผู้เสียย่อมจะไปดำเนินการแจ้งความต่อพนักงานสอบสวนสถานีตำรวจ หลังจากนั้นเมื่อพนักงานสอบสวนนั้นได้รวบรวมพยานหลักฐาน พร้อมค่าเสียหาย เมื่อพนักงานอัยการนั้นได้ดำเนินการยื่นฟ้องคดีอาญาให้แก่ผู้เสียหายแล้วนั้น กฎหมายได้ให้อำนาจพนักงานอัยการในการเรียกทรัพย์ประทุษร้ายนั้นกลับคืนมาให้แก่ผู้เสียหายได้ โดยทรัพย์ประทุษร้ายนั้นได้แก่ คดีลักทรัพย์ คดีวิ่งราว คดีชิงทรัพย์ คดีปล้นทรัพย์ คดีกรรโชก คดีฉ้อโกง คดียักยอก เป็นต้นเท่านั้น ความผิดอื่นนอกเหนือข้างต้นพนักงานอัยการจะไม่เรียกร้องให้กับผู้เสียหาย เช่น คดีเช็ค หรือคดีฉ้อโกงแรงงาน เป็นต้น

                    ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 44 นั้นได้อธิบายว่า หากผู้เสียหายมีคำขอในส่วนแพ่งเข้ามาในคดีอาญา จะต้องบรรยายรายละเอียดต่างๆ และข้อเข้ามาในคดีอาญา และผู้เสียหายหรือโจทก์ที่ฟ้องนั้นจะต้องเสียค่าธรรมเนียมศาลตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง ด้วย ยกเว้นแต่ขอเข้าเป็นโจทก์ร่วมกับพนักงานอัยการ ซึ่งจะมีข้อจำกัดตรงที่การเรียกร้องในส่วนของคดีแพ่งนั้นจะต้องถือเอาคำฟ้องของพนักงานอัยการเป็นหลัก ซึ่งพนักงานอัยการนั้นจะเรียกได้แค่เฉพาะตาม มาตรา 43 ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา เท่านั้น

                    ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 44/1 นั้นได้อธิบายว่า ตามมาตรานี้ถือเป็นการคุ้มครองผู้เสียหายในคดีอาญาหากผู้เสียหายนั้นประสงค์ที่จะเรียกร้องทรัพย์สิน หรือราคาของความเสียหายที่ได้รับเนื่องจากการกระทำความผิดอื่น ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 439

 

 

              

นายพีรกร สุขสุเมฆ

ผู้เขียน

ทนายความ