บทความทนายชวนคิด ตอนที่ 33 การรับมรดกคดีอาญา
บทความทนายชวนคิด ตอนที่ 33 การรับมรดกคดีอาญา
ในกรณีที่พนักงานอัยการยื่นฟ้องต่อศาลในคดีอาญานั้นแล้วหากตัวพนักงานอัยการที่ยื่นฟ้องนั้นได้เสียชีวิตหรือว่าตายก็อาจไม่ใช่ปัญหาสาระสำคัญแต่อย่างใดเพราะพนักงานอัยการนั้นเป็นตำแหน่ง และผู้ที่ดำรงตำแหน่งพนักงานอัยการนั้นสามารถดำเนินคดีต่อไปได้ในตัวเอง
สำหรับในกรณีที่ผู้เสียหายนั้นได้ยื่นฟ้องแล้วต่อมาได้เสียชีวิตหรือตายลงนั้นตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 29 มีสาระสำคัญว่า “เมื่อผู้เสียหายนั้นได้ยื่นฟ้องแล้วตายลง ผู้บุพการี ผู้สืบสันดาน สามีหรือภริยาจะดำเนินคดีต่อจากผู้ตายต่อไปได้ และหากผู้เสียหายนั้นเป็นผู้เยาว์ ผู้วิกลจริต หรือผู้ไร้ความสามารถ ซึ่งผู้แทนโดยชอบธรรม ผู้อนุบาล หรือผู้แทนเฉพาะคดีได้ยื่นฟ้องไว้แทนแล้ว ผู้ฟ้องแทนนั้นก็สามมารถที่จะดำเนินคดีต่อไปได้”
โดยตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 29 ตามข้างต้นนั้นสามารถพิจารณาได้เป็น สองประการดังนี้
1. ผู้เสียหายในกรณีที่ไม่มีผู้จัดการแทนได้ถึงแก่ความตาย
ผู้เสียหายที่ฟ้องคดีแล้วตาย จะต้องหมายถึงผู้เสียหายในคดีอาญาที่แท้จริงเท่านั้น ไม่รวมถึงผู้เสียหายที่มีอำนาจในการจัดการแทน ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 4 ถึง 6 เพราะในกรณีที่เป็นผู้เสียหายโดยเพียงมีอำนาจจัดการแทนตามมาตรา 4 ถึง 6 นั้นถึงแก่ความตายแล้ว ต้องถือว่าผู้เสียหายที่แท้จริงนั้นเป็นคู่ความในคดีนั้นยังอยู่จะต้องจัดตั้งผู้จัดการแทนคนใหม่ จะใช้มาตรา 29 ตามข้างต้นนี้ใช้บังคับไม่ได้ ไม่ว่าจะเป็นการใช้บังคับโดยอนุโลมหรือโดยตรง ดังนั้นเมื่อผู้จัดการแทนผู้เสียหายตามมาตรา 4 ถึง 6 ได้ฟ้องคดีในนามของผู้เสียหายอันแท้จริงแล้วตายลง เช่นนี้ผู้บุพการี ผู้สืบสันดาน สามีหรือภริยาของผู้จัดการแทนผู้เสียหายนั้นจะเข้ามาดำเนินคดีแทนต่อไปไม่ได้ต้องจัดให้มีผู้จัดการแทนใหม่ หรือถ้าผู้เสียหายอันแท้จริงสามารถดำเนินคดีไปได้ด้วยตนเองแล้วผู้เสียหายที่แท้จริงนั้นย่อมดำเนินคดีต่อไปด้วยตนเองได้
ดังนั้นเมื่อผู้เสียหายตายแล้ว กฎหมายได้กำหนดตัวบุคคลที่จะเข้ามาดำเนินคดีแทนต่อไปได้เฉพาะ
- ผู้บุพการี
- ผู้สืบสันดาน
- สามีหรือภริยา
ทั้งสามกรณีดังกล่าวนี้เท่านั้นที่สามารถจะดำเนินคดีแทนต่อไปได้โดยยื่นคำร้องขอเข้ามาในคดีเพื่อดำเนินคดีแทนผู้ตาย บุคคลอื่นใดนอกเหนือจากนี้ เช่น ลุง ป้า น้า อา หรือพี่น้องร่วมบิดามารดาเดียวกัน หรือผู้จัดการมรดก หรือลูกพี่ลูกน้อง ไม่สามารถขอเข้ามาดำเนินคดีแทนผู้ตายได้ แม้จะมีสิทธิได้รับมรดกของผู้ตายตามกฎหมายก็ตาม
ผู้บุพการี ได้แก่ผู้สืบสายโลหิตโดยตรงขึ้นไป ได้แก่ บิดา มารดา ปู่ ย่า ตา ยาย ทวด และสืบสายโลหิต โดยตรงเลยชั้นทวดขึ้นไป ปัญหาที่สำคัญคือบิดาในที่นี้จะต้องเป็นบิดาที่ชอบโดยกฎหมาย เพื่อหากจะดำเนินคดีแทนนั้นจะต้องถือว่าเป็นการกระทำที่ชอบโดยกฎหมายแล้ว แต่ถ้าหากเป็นบิดาที่ชอบโดยข้อเท็จจริงโดยยังไม่ได้เป็นบิดาโดยชอบกฎหมาย แต่ไม่มีบุคคลอื่นได้ยื่นคำร้องขอเข้ามา หากเพื่อการดำเนินคดีเพื่อความยุติธรรม ศาลฎีกาเคยอนุโลมให้สามารถเข้ามาได้ โดยคำว่าบิดาในทางคดีอาญานั้นแตกต่างจากคดีแพ่งเพราะในทางคดีอาญานั้นถือว่าบิดาตามข้อเท็จจริงนั้นสามารถเป็นผู้บุพการีได้
ผู้สืบสันดาน ได้แก่ผู้สืบสายโลหิตโดยตรงลงมา ได้แก่ ลูก หลาน เหลน ลื้อ ปัญหาที่สำคัญที่สุดก็คือบุตรหรือลูก ในที่นี้ต้องชอบด้วยกฎหมาย หรือไม่งั้นจะต้องเป็นบุตรที่บิดานั้นได้มีการรับรองโดยชอบแล้ว แต่อย่างไรก็ตามหากเพื่อประโยชน์แห่งความยุติธรรม ถ้าบุตรนั้นไม่ชอบโดยกฎหมายได้ยื่นคำร้องเข้ามาแล้วไม่มีผู้ใดยื่นคำร้องเข้ามาอีก ก็ย่อมสามารถดำเนินการแทนได้โดยถือว่าเป็นผู้สืบสันดาน
สามีหรือภริยา ลักษณะของสามีภริยาที่จะเข้ามาดำเนินคดีแทนผู้ตายนี้ จะต้องเป็นสามีภริยาที่ชอบโดยกฎหมายเท่านั้น กล่าวคือมีการจดทะเบียนสมรสกันตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ แม้จะอยู่กินด้วยกันมานานแล้วมีบุตรด้วยกันแต่ไม่ได้จดทะเบียนสมรสจะมาขอเข้าดำเนินคดีแทนผู้ตายต่อไปไม่ได้
กฎหมายใช้คำว่า “จะดำเนินคดีแทนผู้ตายต่อไปได้” จึงถือว่าเป็นสิทธิของบุคคลตามสามกรณีดังกล่าวข้างต้นที่จะใช้สิทธิขอเข้ามาดำเนินคดีแทนผู้ตายหรือไม่ ซึ่งบุคคลดังกล่าวสามารถขอเข้ามาดำเนินคดีแทนหรือไม่ขอเข้ามาดำเนินคดีแทนก็ได้
แต่หากว่าบุคคลหลายคนประสงค์อยากจะใช้สิทธิในการขอเข้ามาดำเนินคดีแทนผู้ตายนั้นหลายคน จะต้องดูว่าบุคคลใดนั้นได้ขอใช้สิทธิดังกล่าวก่อน ผู้นั้นที่ใช้สิทธิก่อนย่อมมีสิทธิก่อนคนอื่นที่มาขอใช้ภายหลัง แต่ถ้าหากมีการใช้สิทธินั้นพร้อมกันหลายคนกรณีเช่นนี้ย่อมเป็นอำนาจของศาลที่จะต้องดำเนินการไต่สวน หรือพิจารณาว่าจะให้บุคคลใดเป็นผู้ใช้สิทธินั้น เพราะทุกคนได้ยื่นคำร้องขอต่อศาลแล้ว ศาลย่อมมีอำนาจไต่สวนหรือพิจารณาคำร้องที่ยื่นมาใช้สิทธิกันนั้นได้
ในการขอเข้ามาดำเนินคดีแทนผู้ตายนั้นไม่ได้หมายความว่าเฉพาะตอนที่มีการฟ้องคดีอาญาเท่านั้น หากว่ามีการทำเป็นคำร้องเข้ามาในการเริ่มคดี และผู้ร้องตายก็สามารถใช้สิทธิตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 29 นี้ได้ โดยบุพการี ผู้สืบสันดาน สามีหรือภริยาของผู้ร้องสามารถขอเข้ามาดำเนินคดีต่อไปได้ แต่จะต้องทำเป็นคำร้องเริ่มต้นในคดีที่เกี่ยวกับทางอาญา เช่น การร้องขอคืนของกลางในคดีอาญา เป็นต้น ดังนั้นการยื่นฟ้องไม่ได้หมายถึงการทำคำฟ้องแต่อย่างเดียว อาจจะเป็นการยื่นคำร้องขอในการเริ่มต้นดำเนินคดีด้วยก็ได้แม้แต่คำร้องขอให้มีการปล่อยตัวในกรณีที่มีการขังโดยมิชอบด้วยกฎหมายหากผู้ร้องนั้นถึงแก่ความตายก็ยังคงสามารถใช้มาตรา 29 นี้ได้
ลักษณะของผู้ร้องจะขอเข้ามาจะต้องคำนึงในเรื่องหนึ่งที่ว่าหากเป็นผู้สืบสันดานร้องขอเข้ามาจะต้องไม่เป็นการฟ้องบุพากรีของตน เพราะถ้ากลายเป็นฟ้องผู้บุพการีของตนก็จะเป็นการต้องห้ามตามกฎหมาย จึงไม่อาจร้องขอเข้าในดำเนินคดีแทนผู้ตายได้ จะต้องให้บุคคลอื่นที่มีอำนาจร้องขอเข้ามาดำเนินคดีแทนเป็นผู้ใช้สิทธินั้น ไม่งั้นหากเป็นการดำเนินคดีกับผู้บุพการีของตนก็ไม่สามารถที่จะดำเนินคดีนั้นต่อไปได้
2. ผู้เสียหายในกรณีมีผู้จัดการแทน ถึงแก่ความตาย
กรณีนี้ย่อมเป็นไปตาม มาตรา 29 วรรคสอง โดยมีสาระสำคัญว่า “ถ้าผู้เสียหายที่ตายนั้นเป็นผู้เยาว์ ผู้วิกลจริตหรือคนไร้ความสามารถ ซึ่งผู้แทนโดยชอบธรรม ผู้อนุบาล หรือผู้แทนเฉพาะคดีได้ยื่นฟ้องไว้แทนแล้ว ผู้ฟ้องแทนนั้นจะว่าคดีต่อไปก็ได้”
คือย่อมเป็นอำนาจของผู้แทนโดยชอบธรรม ผู้อนุบาล หรือผู้แทนเฉพาะคดีจะสามารถดำเนินคดีต่อไปได้ โดยไม่ต้องมีผู้ร้องขอเข้ามารับมรดกความตายที่กล่าวมาก่อนหน้านี้แล้ว
อย่างไรก็ตาม กฎหมายได้ใช้คำว่า “ก็ได้” ย่อมหมายความว่าผู้แทนโดยชอบธรรม ผู้อนุบาล หรือผู้แทนเฉพาะคดีจะไม่ดำเนินคดีแทนต่อไปก็ได้
นายพีรกร สุขสุเมฆ
ผู้เขียน
ทนายความ