โกนหนวดไปทำงาน…..แล้วกลับบ้านไปโดนตำรวจจับ Part 1
โกนหนวดไปทำงาน…..แล้วกลับบ้านไปโดนตำรวจจับ Part 1
หากท่านได้ที่ชื่นชอบการอ่านไลท์โนเวล มังงะ(หนังสือการ์ตูนญี่ปุ่น) หรือรับชมอนิเมชั่นญี่ปุ่น เห็นชื่อบทความนี้คงต้องรู้สึกคุ้นๆกันอย่างแน่นอน เพราะในการเขียนบทความนี้มีส่วนเกี่ยวข้องกับสิ่งที่ได้กล่าวมา เนื่องจากเราได้รับชมอะนิเมชั่น “โกนหนวดไปทำงานแล้วกลับบ้านไปพบเธอ” ซึ่งเป็นชื่อภาษาไทยจากเรื่อง Hige Wo Soru. Soshite Joshikosei Wo Hirou เมื่อรับชมไปได้ 4 ตอน ก็ตัดสินใจเลยว่าจะซื้อหนังสือมาอ่าน โดยเราได้ซื้อแบบไลท์โนเวลค่ะ เพราะสามารถอ่านจบได้ทันที แบบมังงะยังไม่จบ อย่างว่าแหละค่ะ คนมันใจร้อนอยากรู้ว่าเรื่องจะจบลงแบบไหนเลยต้องอ่านในรูปแบบนี้ ซึ่งในรูปแบบของไลท์โนเวลนั้นจะมี 5 เล่มค่ะ เรื่องนี้เป็นงานเขียนของชิเม ซาบะ วาดภาพประกอบโดย บูตะ ค่ะ
อย่างที่ได้บอกไว้ค่ะ ว่าเหตุผลในการตัดสินใจซื้อเพราะอยากอยู่ว่าเรื่องราวจะจบลงแบบไหน แต่เหตุผลที่ตัดสินใจรับชมอนิเมชั่นเรื่องดังกล่าวนั้นเป็นเพราะพล็อตเรื่องที่น่าสนใจค่ะ จุดเริ่มนั้นเริ่มมาจากที่ โยชิดะ พนักงานหนุ่มออฟฟิศที่กำลังกลับบ้านหลังจากเมาเพราะอกหักจากเพื่อนร่วมงานได้พบเจอกับ โองิวาระ ซายุ สาวน้อยวัยมัธยมปลาย อายุ 17 ปี ที่นั่งอยู่แถวหน้าเสาไฟในซอยทางกลับบ้านของเขาในเวลากลางคืน และขอไปค้างที่บ้านด้วย นั่นจึงเป็นจุดเริ่มต้นความสัมพันธ์และการใช้ชีวิตร่วมกันของชายแปลกหน้ากับสาวน้อยมัธยมปลาย ทุกคนคงคิดว่าคงเป็นเนื้อเรื่องแนวน่ารัก โรแมนติค สดใส แต่เนื้อหาที่แท้จริงกลับไม่ได้เน้นย้ำในจุดดังกล่าวเพียงอย่างเดียวเพราะมีการสอดแทรกปมปัญหาสังคม ความสัมพันธ์ของเพื่อนและครอบครัว ที่มีส่วนสำคัญในการตัดสินใจในช่วงหัวเลี้ยวหัวต่อที่สำคัญของชีวิตวัยรุ่น รวมถึงการปลอบประโลมเยียวยาจิตใจของคนที่จิตใจแหลกสลายและมีความเชื่อผิดๆให้กลับมารักและเห็นคุณค่าของตัวเอง โดยสามารถยอมรับความผิดพลาดของตนเองได้และพร้อมที่จะเริ่มต้นใหม่ด้วยหัวใจที่เข้มแข็งอย่างแท้จริง
ทุกท่านอาจจะคิดว่าเนื้อหาของเรื่องนี้ก็ไม่ใช่แนวที่เกี่ยวข้องกับกฎหมายค่อนข้างจะดูเป็นแนวชีวิตประจำวันทั่วไปเพราะที่เราเป็นคนบอกเองว่าเป็นแนวรักตลก แต่จุดเริ่มต้นของเนื้อหา คือ การที่โยชิดะได้ตกลงตามคำขอ ของ ซายุ สาวน้อยมัธยมปลายอายุ 17 ปีขอมาอาศัยอยู่ด้วย และได้ให้พักอาศัยทั้งที่เจ้าตัวก็รับทราบและพอประเมินสถาการณ์ออกได้ว่าซายุจะต้องหนีออกจากบ้านมาอย่างแน่นอน แต่กลับไม่ไปส่งที่สถานีตำรวจ ติดต่อผู้ปกครอง แต่กลับให้อาศัยอยู่ด้วยนั้น ซึ่งประเด็นดังกล่าวไม่มีทางที่จะไม่เกี่ยวข้องกฎหมายอย่างแน่นอน และอะนิเมชั่นเรื่องนี้นั้นก็มีการถูกวิพากษ์วิจารณ์ทั้งในประเด็นถึงความเหมาะสมของเนื้อหาการกระทำของตัวละครและประเด็นทางกฎหมายถึงแม้ว่าในเนื้อหานั้นจะไม่มีการพูดถึงประเด็นการกระทำของโยชิดะทางกฎหมายก็ตาม แต่หลังจากที่เราได้อ่านจบและลองอ่านรีวิวคนที่รับชมหรืออ่านหนังสือดังกล่าวนั้นกลับเจอบทความที่น่าสนใจจากเว็บไซต์เว็บไซต์แห่งหนึ่ง ที่มีหนุ่มวัย 29 ปี ประกอบอาชีพทนายความถูกเจ้าหน้าที่ตำรวจเข้าจับกุมตัว หลังจากที่ได้อนุญาตให้เด็กสาว ม.ปลาย ที่หนีออกจากบ้านมาอาศัยอยู่ในที่พักของเขา โดยทั้งสองได้รู้จักกันผ่านทางโซเซียลมีเดีย หลังจากที่เด็กสาวได้โพสต์ถึงความต้องการที่จะหนีออกจากบ้าน ก่อนจะติดต่อมาหาเขา และบอกว่า “หนูจะมีความสุขมาก หากคุณอนุญาตให้หนูหนีไปอาศัยอยู่ที่บ้านของคุณได้” แน่นอนว่าทนายความหนุ่มก็ไม่สามารถปฏิเสธคำร้องขอของสาวน้อยได้[1] แม้ในเว็บไซต์ดังกล่าวจะไม่ได้มีการยืนยันข้อเท็จจริงที่ชัดเจนว่าชายหนุ่มได้ทำตามการ์ตูนเรื่องนี้หรือไม่แต่หากใครที่ชอบอ่านหนังสือการ์ตูนญี่ปุ่นหรือรับชมอะนิเมชั่นคงรู้สึกว่าเรื่องมันคุ้นๆอย่างแน่นอนใช่มั๊ยคะ แล้วไม่สงสัยกันเหรอคะว่าเรื่องราวแบบในหนังสือดังกล่าวนั้นถ้าเกิดขึ้นในประเทศไทยจะมีผลทางกฎหมายอย่างไร ดังนั้นในบทความนี้เราจะมาวิเคราะห์การกระทำของโยชิดะ จากเรื่อง “โกนหนวดไปทำงานแล้วกลับบ้านไปพบเธอ” ซึ่งมีกฎหมายไทยที่เกี่ยวข้อง ดังนี้
1. ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา มาตรา 283 ทวิ ผู้ใดพาบุคคลอายุเกินสิบห้าปีแต่ยังไม่เกินสิบแปดปีไปเพื่อการอนาจาร แม้ผู้นั้นจะยินยอมก็ตาม ต้องระวางโทษจำคุกไม่เกินห้าปี หรือปรับไม่เกินหนึ่งแสนบาท หรือทั้งจำทั้งปรับ
ถ้าการกระทำความผิดตามวรรคแรกเป็นการกระทำแก่เด็กอายุยังไม่เกินสิบห้าปี ผู้กระทำต้องระวางโทษจำคุกไม่เกินเจ็ดปี หรือปรับไม่เกินหนึ่งแสนสี่หมื่นบาท หรือทั้งจำทั้งปรับ
ผู้ใดซ่อนเร้นบุคคลซึ่งถูกพาไปตามวรรคแรกหรือวรรคสอง ต้องระวางโทษตามที่บัญญัติในวรรคแรกหรือวรรคสอง แล้วแต่กรณี
ความผิดตามวรรคแรกและวรรคสามเฉพาะกรณีที่กระทำแก่บุคคลอายุเกินสิบห้าปีเป็นความผิดอันยอมความได้
องค์ประกอบความผิด
1) “พาบุคคลอายุเกินสิบห้าปีแต่ยังไม่เกินสิบแปดปีไปเพื่อการอนาจารแม้ผู้เยาว์จะยินยอม” ตามวรรคหนึ่ง หรือเป็น “การพาบุคคลอายุไม่เกินสิบห้าปีไปเพื่อการอนาจารแม้ผู้เยาว์จะยินยอม” ตามวรรคสอง กล่าวคือ เป็นการที่ผู้พาไปมีเจตนาพิเศษในการพาไป “เพื่อการอนาจาร” แม้จะยังไม่ได้มีการกระทำอนาจาร แต่หากผู้พาไปมีเจตนาพิเศษพาผู้เยาว์อายุเกินสิบห้าปีแต่ยังไม่เกินสิบแปดปีหรืออายุไม่เกินสิบห้าปีโดยมีเจตนาพาไปเพื่อการอนาจารถือว่าเป็นการพาไปเพื่อการอนาจารและมีความผิดตามมาตรา 283 ทวิ แล้ว
ในการพิจารณาเจตนาพิเศษพาไปเพื่อการอนาจารของผู้กระทำผิด ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 283 ทวิ นั้น ตามแนวคำพิพากษาศาลฎีกา จะพิจารณาว่าเป็นการพาไปเพื่อการอนาจารตามมาตราดังกล่าวนี้ จะต้องเป็นการกระทำเพื่อสนองความใคร่ของตนเองหรือผู้ร่วมกระทำความผิดของตนเท่านั้น ไม่รวมถึงการกระทำเพื่อสนองความใคร่ของผู้อื่น (ฎ.4057/2560)
2) ซ่อนเร้นผู้เยาว์ตามข้อ 1 ที่ถูกพาไปเพื่อการอนาจาร และการกระทำซ่อนเร้นตามมาตราดังกล่าวนั้นอาศัยเพียงเจตนาธรรมดาของผู้กระทำความผิด กล่าวคือ มูลเหตุจูงใจในการกระทำความผิดของผู้กระทำความผิดนั้นไม่ได้เป็นส่วนหนึ่งขององค์ประกอบของความผิด
การจะเป็นความผิดในการซ่อนเร้นนั้น จะต้องมีการกระทำของผู้กระทำความผิดด้วย (ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 59) ดังนั้น หากเป็นการที่ไม่ยอมบอกว่าผู้ถูกพาไปอยู่ที่ไหน ยังไม่ถือเป็นการกระทำซ่อนเร้นซึ่งเป็นความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 283 ทวิ ดังนั้น การที่จะเป็นการซ่อนเร้นตามมาตราดังกล่าว อาจเป็นการกระทำในลักษณะดังนี้ เช่น การพาไปแอบ พาไปหลบไว้ เป็นต้น
3) ความผิดฐานพาบุคคลอายุเกินสิบห้าปีแต่ยังไม่เกินสิบแปดปีไปเพื่อการอนาจาร และ ความผิดฐานซ่อนเร้นผู้เยาว์ที่อายุเกินสิบห้าปีที่ถูกพาไปเพื่อการอนาจาร เป็นความผิดอันยอมความได้ ซึ่งหมายความว่า ความผิดดังกล่าวเป็นความผิดต่อส่วนตัวไม่ใช่ความผิดอาญาแผ่นดิน เพราะหากเป็นความผิดอาญาแผ่นดินนั้นจะไม่สามารถยอมความได้ เช่น ความผิดฐานลักทรัพย์, ความผิดฐานฉ้อโกงประชาชน เป็นต้น ดังนั้นหากผู้เสียหาย (ผู้ปกครองผู้เยาว์) ประสงค์จะไม่ดำเนินคดีในความผิดตามมาตรา 283 ทวิ วรรคหนึ่งและวรรคสาม กรณีผู้เยาว์อายุเกินสิบห้าปีสามารถกระทำได้
การกระทำความผิดทางเพศต่อผู้เยาว์นั้น มีคำสองคำที่ดูเหมือนจะมีลักษณะอย่างคล้ายคลึงกัน แต่ในทางกฎหมายกลับไม่เหมือนกัน ซึ่งก็คือ คำว่า “พา” และ “พราก” และทั้งสองคำนี้ไม่ได้มีคำนิยามตามกฎหมายอาญานิยามบัญญัติความหมายไว้ แต่ในคำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1607/2563 และ คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 8767/2561ได้มีการอธิบายความหมายของทั้งสองคำดังกล่าว โดย คำว่า “พา” หมายความว่า นำไปหรือพาไป ส่วนคำว่า “พราก” หมายความว่า การพาไปหรือแยกเด็กออกไปจากอำนาจปกครองดูแล ทำให้อำนาจปกครองดูแลของบิดามารดาเด็กถูกรบกวนหรือถูกกระทบกระเทือนโดยบิดามารดาเด็กไม่รู้เห็นยินยอม อันเป็นการมุ่งหมายเพื่อคุ้มครองอำนาจปกครองของบิดามารดา ผู้ปกครอง หรือผู้ดูแลที่มีต่อเด็ก มิให้ผู้ใดล่วงละเมิดด้วยการพาไปหรือแยกเด็กออกจากความปกครองดูแล โดยไม่จำกัดว่ากระทำด้วยวิธีการใดและไม่คำนึงระยะทางใกล้ไกล ความผิดฐานพาและพรากไปเพื่อการอนาจาร สาระสำคัญอยู่ที่ว่าการพาไปหรือแยกเด็กไปนั้นได้รับความยินยอมจากบุคคลดังกล่าวให้ไปกับบุคคลที่พาไปหรือไม่
ดังนั้น หากผู้เยาว์เป็นฝ่ายที่ไปหาผู้กระทำความผิดและเกิดการะทำทางเพศเกิดขึ้น ก็จะไม่เป็นการพาไป แต่ยังคงเป็นการพราก เพราะการพรากเป็นการกระทำที่เป็นการพาไปหรือแยกเด็กออกไปจากอำนาจปกครองดูแล ทำให้อำนาจปกครองดูแลของบิดามารดาเด็กถูกรบกวนหรือถูกกระทบกระเทือนโดยบิดามารดาเด็กไม่รู้เห็นยินยอม ซึ่งมีความหมายกว้างกว่าการพาไป และตามคำพิพากษาศาลฎีกานั้น การพิจารณาในการกระทำความผิดฐานพรากผู้เยาว์จะเป็นการกระทำโดยวิธีใดก็ได้ไม่มีข้อจำกัด ไม่ต้องใช้กำลังหรือกลอุบาย แม้จะเป็นเพียงการพูดชักชวนอย่างเดียวไม่ได้มารับไปได้ ก็เป็นการพรากได้ (ฎ.9715/2559, ฎ.2673/2546)
เมื่อทุกท่านเข้าใจความแตกต่างของคำว่า พา และ พราก ตามบริบทการกระทำความผิดตามกฎหมายอาญาแล้ว เราไปต่อกันที่ความผิดทางอาญาที่เกี่ยวข้างมาตราที่สองกันเลยค่ะ
2. ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 318 ผู้ใดพรากผู้เยาว์อายุกว่าสิบห้าปี แต่ยังไม่เกินสิบแปดปีไปเสีย จากบิดามารดา ผู้ปกครอง หรือผู้ดูแล โดยผู้เยาว์นั้นไม่เต็มใจไปด้วย ต้องระวางโทษจำคุกตั้งแต่สองปีถึงสิบปี และปรับตั้งแต่สี่หมื่นบาทถึงสองแสนบาท
ผู้ใดโดยทุจริต ซื้อ จำหน่าย หรือรับตัวผู้เยาว์ซึ่งถูกพรากตามวรรคแรก ต้องระวางโทษเช่นเดียวกับผู้พรากนั้น
ถ้าความผิดตามมาตรานี้ได้กระทำเพื่อหากำไร หรือเพื่อการอนาจาร ผู้กระทำต้องระวางโทษจำคุกตั้งแต่สามปีถึงสิบห้าปี และปรับตั้งแต่หกหมื่นบาทถึงสามแสนบาท
องค์ประกอบความผิด
1) พรากผู้เยาว์อายุกว่าสิบห้าปี แต่ยังไม่เกินสิบแปดปีไปเสีย จากบิดามารดา ผู้ปกครอง หรือผู้ดูแล โดยผู้เยาว์นั้นไม่เต็มใจไปด้วย หรือ โดยทุจริต ซื้อ จำหน่าย หรือรับตัวผู้เยาว์ซึ่งถูกพราก ต้องระวางโทษจำคุกตั้งแต่สองปีถึงสิบปี และปรับตั้งแต่สี่หมื่นบาทถึงสองแสนบาท
2) หากเป็นการพรากผู้เยาว์อายุกว่าสิบห้าปี แต่ยังไม่เกินสิบแปดปีไปเสีย จากบิดามารดา ผู้ปกครอง หรือผู้ดูแล โดยผู้เยาว์นั้นไม่เต็มใจไปด้วย หรือ โดยทุจริต ซื้อ จำหน่าย หรือรับตัวผู้เยาว์ซึ่งถูกพราก เพื่อหากำไร หรือเพื่อการอนาจาร ผู้กระทำต้องระวางโทษจำคุกตั้งแต่สามปีถึงสิบห้าปี และปรับตั้งแต่หกหมื่นบาทถึงสามแสนบาท
สงสัยมั๊ยคะว่า “โดยทุจริต” มีความหมายว่าอย่างไร และตามกฎหมายจะมีความหมายว่าอย่างไร จะต้องพิจารณาความหมายของคำดังกล่าวอย่างไร ซึ่งคำว่า “โดยทุจริต” นั้น มีความแตกต่าง จากคำว่า “พาไป และพราก” เพราะเป็นคำที่มีกฎหมายบัญญัตินิยามความหมายไว้โดยเฉพาะแล้ว ซึ่งประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 1 (1) ได้บัญญัติว่า “โดยทุจริต” หมายความว่า เพื่อแสวงหาประโยชน์ที่มิควรได้โดยชอบด้วยกฎหมายสำหรับตนเองหรือผู้อื่น นอกจากนี้ความหมายตามบทบัญญัติดังกล่าวมีลักษณะที่กว้างกว่าโดยทุจริตตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 337,338 เพราะไม่ได้จำกัดว่าต้องเป็นประโยชน์ในลักษณะที่เป็นทรัพย์สิน ดังนั้น ประโยชน์ที่มิควรได้โดยชอบตามกฎหมาย ตามมาตรา 1(1) จึงหมายถึงประโยชน์โดยทั่วๆไป และอาจเป็นการกระทำเพื่อให้ตนเองหรือผู้อื่นได้รับประโยชน์พร้อมกัน หรือให้ผู้อื่นได้รับประโยชน์ไปฝ่ายเดียวก็ได้ อีกทั้งไม่คำนึงว่าผู้อื่นจะรู้หรือไม่ว่าตนเองได้รับประโยชน์ (ฎ.14267/2558, ฎ.38/2524, ฎ.8065/2556 ฎ.12909/2557)
3. ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 319 ผู้ใดพรากผู้เยาว์อายุกว่าสิบห้าปี แต่ยังไม่เกินสิบแปดปีไปเสียจากบิดามารดา ผู้ปกครอง หรือผู้ดูแล เพื่อหากำไร หรือเพื่อการอนาจาร โดยผู้เยาว์นั้นเต็มใจไปด้วย ต้องระวางโทษจำคุกตั้งแต่สองปีถึงสิบปี และปรับตั้งแต่สี่หมื่นบาทถึงสองแสนบาท
ผู้ใดโดยทุจริต ซื้อ จำหน่าย หรือรับตัวผู้เยาว์ซึ่งถูกพรากตามวรรคแรก ต้องระวางโทษเช่นเดียวกับผู้พรากนั้น
องค์ประกอบความผิด
1) พรากผู้เยาว์อายุกว่าสิบห้าปี แต่ยังไม่เกินสิบแปดปีไปเสียจากบิดามารดา ผู้ปกครอง หรือผู้ดูแล เพื่อหากำไร หรือเพื่อการอนาจาร โดยผู้เยาว์นั้นเต็มใจไปด้วย
2) โดยทุจริต ซื้อ จำหน่าย หรือรับตัวผู้เยาว์อายุกว่าสิบห้าปี แต่ยังไม่เกินสิบแปดปี ซึ่งถูกพรากเสียไปจากบิดามารดา ผู้ปกครอง หรือผู้ดูแล เพื่อหากำไร หรือเพื่อการอนาจาร โดยผู้เยาว์นั้นเต็มใจไปด้วย
ก่อนที่จะพิจารณาการกระทำของโยชิดะตามบริบทของกฎหมายว่าเป็นการกระทำความผิดหรือไม่นั้น จะเล่าถึงการกระทำของโยชิดะให้ทุกท่านทราบกันเสียก่อน แต่ขอรับรองเลยค่ะว่าไม่เป็นการสปอยเนื้อหาของอะนิเมชั่น “โกนหนวดไปทำงานแล้วกลับบ้านพาพบเธอ” แน่นอนค่ะ ซึ่ง การกระทำของโยชิดะ มีดังนี้ ยอมรับคำร้องขอของซายุ สาวน้อยวัยมัธยมปลาย อายุ 17 ปี ที่ขอไปพักที่ที่พักของเขา และได้พาซายุไปที่พักของตนเอง โดยการยินยอมให้ตามข้อตกลงของซายุ เพราะ ซายุหน้าตาน่ารัก และในขณะนั้นเขาเพิ่งเมาหลังจากอกหักจากคนที่ชอบ และยินยอมให้ซายุพักอาศัยที่ห้องพักของตนได้จนกว่านิสัยที่ไม่ดีไม่เห็นคุณค่าของตนเองของซายุจะดีขึ้น และเมื่อซายุถามว่าเธอจะตอบแทนน้ำใจของเขาอย่างไร โยชิดะปฏิเสธที่จะไม่ทำแบบเดียวกันกับผู้ที่เคยให้ซายุพักอาศัยด้วยก่อนหน้า และต้องการจะดัดนิสัยของซายุจึงให้ซายุทำงานบ้านและทำกับข้าวให้ (ไม่ได้มีเจตนายินยอมให้อยู่เพราะหวังผลที่ซายุจะทำความสะอาดบ้านให้) นอกจากนี้มีการซื้อโทรศัพท์มือถือให้, ที่นอน,เสื้อผ้า แต่ไม่มีเรื่องชู้สาวเกิดขึ้น
ไม่ต้องรีบร้อนตอบตอนนี้นะคะ เราให้เวลาทุกท่านได้ลองพิจารณากันดูเสียก่อน ว่าทุกท่านมีความคิดเห็นกันอย่างไร ความคิดเห็นของท่านในตอนที่ยังไม่ได้รับรู้เนื้อหาของเรื่องกับตอนที่ท่านได้ทราบเนื้อหาแล้วอาจจะมีความคิดเห็นที่แตกต่างกันออกไปก็ได้ ดังนั้นเราให้เวลาท่านได้ลองพิจารณากับเรื่องราวดังกล่าวนี้ แล้วพบกันอีกครั้ง ที่ บทความ “โกนหนวดไปทำงาน…..แล้วกลับบ้านไปโดนตำรวจจับ Part 2 ”นะคะ
Flawless Lawyer
[1] https://www.khaosod.co.th/special-stories/news_6465912