คู่ความใช้ล่ามที่ทางราชการมิได้รับรอง

คู่ความใช้ล่ามที่ทางราชการมิได้รับรอง คำเบิกความพยานดังกล่าวสามารถรับฟังได้หรือไม่

ในการทำหน้าที่ทนายความบางครั้งเราอาจจะเจอลูกความซึ่งเป็นชาวต่างชาติได้มาว่าจ้างเราให้ดำเนินคดีให้ ซึ่งหากเป็นชาวต่างชาติที่ฟัง พูดภาษาไทยได้ ก็ไม่มีปัญหาอะไร แต่บางครั้งลูกความชาวต่างชาติไม่สามารถ พูด หรือฟังภาษาไทยได้เลย จึงจำเป็นจะต้องใช่ล่ามในการแปลภาษา บทความนี้มีคำพากษาศาลฎีกา

ซึ่งศาลฎีกาได้วินิจฉัยเกี่ยวกับการใช่ล่ามในการแปลภาษาที่ทางราชาการมิได้รับรองการเป็นล่ามไว้ คำเบิกความพยานดังกล่าวนั้น ศาลสามารถรับฟังเป็นพยานหลักฐานได้หรือไม่ ซึ่งตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 46 วรรคสี่ บัญญัติไว้ว่า“ถ้าคู่ความฝ่ายใดหรือบุคคลใดที่มาศาลไม่เข้าใจภาษาไทยหรือเป็นใบ้หรือหูหนวก และอ่านเขียนหนังสือไม่ได้ให้คู่ความฝ่ายที่เกี่ยวข้องจัดหาล่าม” เรื่องนี้ศาลฎีกาจะวินิจฉัยไว้ว่าอย่างไรลองศึกษาจากฎีกาต่อไปนี้

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 757/2545

โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 80, 336, 336 ทวิ

จำเลยให้การปฏิเสธ

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 336 วรรคหนึ่ง, 336 ทวิ ประกอบมาตรา 80 ฐานพยายามวิ่งราวทรัพย์โดยใช้ยานพาหนะเพื่อสะดวกแก่การกระทำความผิด หรือการพาทรัพย์นั้นไป หรือเพื่อให้พ้นจากการจับกุม ลงโทษจำคุก 3 ปี จำเลยให้การรับสารภาพในชั้นจับกุม เพื่อประโยชน์แก่การพิจารณา มีเหตุให้บรรเทาโทษ ลดโทษให้ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 หนึ่งในสาม คงจำคุก 2 ปี

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์พิพากษายืน

จำเลยฎีกา โดยผู้พิพากษาซึ่งลงลายมือชื่อในคำพิพากษาศาลอุทธรณ์อนุญาตให้ฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริง

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "ปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยประการต่อไปว่าศาลชั้นต้นสืบพยานผู้เสียหายก่อนฟ้องคดีต่อศาลชอบด้วยประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 237 ทวิ หรือไม่ ที่จำเลยฎีกาว่า การสืบพยานตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 237 ทวิ จะต้องอยู่ภายใต้การบังคับประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 172 วรรคสอง นั้น เห็นว่า มาตรา 237ทวิ เป็นบทบัญญัติในหมวด 2 พยานบุคคลที่กำหนดให้ศาลชั้นต้นที่ได้รับคำร้องจากพนักงานอัยการหรือพนักงานสอบสวนให้สืบพยานก่อนฟ้องคดีต่อศาล เมื่อมีเหตุอันควรเชื่อได้ว่าพยานบุคคลซึ่งจะต้องนำมาสืบในภายหน้าจะเดินทางออกไปนอกราชอาณาจักรยากแก่การนำมาสืบ ดังนี้ การสืบพยานผู้เสียหายดังกล่าว จึงไม่อยู่ภายใต้บังคับมาตรา 172 วรรคสอง เพราะมิใช่การพิจารณาหลังฟ้องคดีต่อศาล

ซึ่งศาลชั้นต้นจะต้องอ่านและอธิบายฟ้องให้จำเลยฟัง และถามว่าได้กระทำผิดจริงหรือไม่ จะให้การต่อสู้คดีอย่างไรบ้าง ส่วนที่การสืบพยานผู้เสียหายก่อนฟ้องคดีต่อศาลปรากฏข้อความในรายงานกระบวนการพิจารณา ลงวันที่ 4 ตุลาคม 2541 เป็นการพิมพ์ข้อความแทรกระหว่างบรรทัดว่า "ก่อนสืบพยานได้สอบถามผู้ต้องหาแล้วแถลงว่าไม่ต้องการทนายความ"ซึ่งจำเลยยกเป็นข้อพิรุธสงสัยนั้น แต่จำเลยก็มิได้ยืนยันว่าศาลชั้นต้นไม่ได้ถามจำเลยว่ามีทนายความหรือไม่ กลับเบิกความตอบโจทก์ถามค้านว่า เนื่องจากเวลาผ่านไปนานแล้วจำเลยจำไม่ได้ว่าศาลถามหรือไม่ จึงฟังได้ว่าศาลชั้นต้นได้ถามจำเลยในเรื่องทนายความแล้ว การสืบพยานผู้เสียหายก่อนฟ้องคดีต่อศาลเป็นไปโดยชอบ ฎีกาของจำเลยข้อนี้ฟังไม่ขึ้น

ปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยประการสุดท้ายมีว่า การเบิกความของผู้เสียหายผ่านล่ามที่เป็นเพื่อนผู้เสียหายและอยู่ด้วยในที่เกิดเหตุ กับไม่ปรากฏว่าล่ามดังกล่าวทางราชการรับรองแล้ว เป็นการรับฟังพยานหลักฐานโดยชอบด้วยกฎหมายหรือไม่ เห็นว่า การที่ศาลชั้นต้นสืบพยานผู้เสียหายตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 237 ทวินั้น โจทก์ได้จัดนางสาวอัจฉรา โล้วศรีสินเป็นล่ามซึ่งปรากฏว่าก่อนจะแปลคำเบิกความล่ามดังกล่าวสาบานตนแล้ว แม้นางสาวอัจฉราจะเป็นเพียงเพื่อนผู้เสียหาย ซึ่งอยู่ในที่เกิดเหตุและทางราชการมิได้รับรองการเป็นล่ามก็ตาม ก็ไม่มีบทบัญญัติในกฎหมายใดห้ามมิให้เป็นล่ามไว้ อีกทั้งจำเลยก็มิได้คัดค้านล่ามดังกล่าวไว้ในการสืบพยาน การเบิกความของผู้เสียหายซึ่งเป็นชาวต่างประเทศและไม่เข้าใจภาษาไทยชอบด้วยประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 46 วรรคสี่ประกอบด้วยประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 15 แล้ว ฎีกาของจำเลยข้อนี้ฟังไม่ขึ้นเช่นกัน คำพิพากษาศาลอุทธรณ์ชอบแล้ว ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย"

พิพากษายืน

สรุป ล่ามที่ใช้แปลภาษาสำหรับชาวต่างชาติไม่เข้าใจภาษาไทยนั้น ไม่จำเป็นต้องเป็นล่ามที่ทางราชการจัดหาหรือรับรอง เมื่ออีกฝ่ายไม่โต้แย้งคัดค้านก็สามารถรับฟังคำแปลคำเบิกความของคู่ความได้

ทนายสุกฤษฏิ์  เจริญสมบัติ