ทางรอดของกิจการในการบริหารจัดการแรงงานและลูกจ้าง ในภาวะวิกฤติ
ทางรอดของกิจการในการบริหารจัดการแรงงานและลูกจ้าง ในภาวะวิกฤติ
ในช่วงสภาวะเศรษฐกิจที่ย่ำแย่อยู่แล้วแบบนี้ ทั้งยังมีโรคระบาดเข้ามาอีก ยิ่งเป็นการซ้ำเติมสถานการณ์ในเมืองใหญ่ๆโดยเฉพาะกรุงเทพตามห้างสรรพสินค้าหรือสถานที่ให้บริการหลายแห่งรัฐบาลเริ่มที่จะสั่งให้หยุดการให้บริการไว้ชั่วคราวจนกว่าสถานการณ์โรคระบาดจะดีขึ้น แน่นอนครับภาวะโรคระบาดย่อมมีผลกระทบต่อกิจการผู้ประกอบการต้องหยุดกิจการ หยุดการผลิต แต่ถ้ากิจการหยุดแล้วแต่ยังต้องจ่ายค่าแรงลูกจ้างอยู่จะเอาเงินไหนมาจ่าย
ผมโชคดีที่ไปทำคดีต่างจังหวัดพอรัฐบาลมีคำสั่งให้กิจการหลายประเภทหยุดให้บริการ ทั้งประกาศสถานการณ์ฉุกเฉินตามพรก.บริหารราชการในสถานการณ์ฉุกเฉินฯ ผมก็ได้โอกาสพักผ่อนที่ต่างจังหวัดยาวต่อไปอีกหน่อยเพราะรีบกลับไปก็ไปไหนไม่ได้ สำนักงานศาลยุติธรรมก็มีประกาศให้ศาลทุกศาลเลื่อนคดีไปหมด ผมนั่งคิดอะไรไปเรื่อยอยู่ที่รีสอร์ทแห่งหนึ่งที่หมู่บ้านสะปัน อำเภอบ่อเกลือ จังหวัดน่าน รีสอร์ทติดแม่น้ำและภูเขาอากาศยามเช้ามีหมอกหนาและสดชื่นมาก จู่ๆเฮียตี๋ลูกความกิตติมศักดิ์ผมก็โทรเข้ามา
เฮียตี๋: ฮัลโหล...ลื้ออยู่ไหน อั้วมีเรื่องปรึกษานิดหน่อย
ผม: ครับเฮีย ว่ามาเลยครับ
เฮียตี๋: ตอนนี้โรงงานอั้วแย่แล้ว โรคโควิดอะไรนั่นมันระบาดหนักทำให้โรงงานอั้วผลิตไม่ได้ พวกซัพพลายเออร์หลายรายก็ส่งของให้อั้วไม่ได้ ของที่ผลิตไว้ก็ส่งไม่ได้เพราะลูกค้าเขาก็ได้รับผลกระทบและก็หยุดไปหลายเจ้าเหมือนกัน ตอนนี้พนักงานอั้ว 300 กว่าคนเขาก็เริ่มกังวลว่าอั้วจะปิดกิจการแล้วเขาจะตกงาน ตอนนี้วุ่นวายมาก ลื้อพอมีทางออกมั๊ยวะ ตอนนี้โรงงานอั้วมันงานน้อยลงว่ะ ถ้าอั้วให้พนักงานออกสักครึ่งนึงจะต้องทำไงวะต้องจ่ายเงินอะไรให้เขาบ้าง หรือถ้าไม่ให้ออกจะแก้ไขยังไงได้บ้างเพราะจะให้อั้วจ่ายเงินเดือนๆละหลายล้านโดยที่งานผลิตไม่มีอั้วก็แย่เหมือนกัน
ผม: แล้วโรงงานเฮียมันยังรันต่อได้มั๊ยล่ะครับ
เฮียตี๋: ก็รันต่อได้แต่มันก็ต้องลดกำลังการผลิตลง แต่ปัญหาคืออั้วต้องจ่ายค่าแรงคนงานนี่สิ อั้วถามจริงๆในช่วงสภาวะแบบนี้อั้วทำไงได้บ้าง ให้พนักงานบางส่วนหยุดไปตามคำสั่งรัฐบาลเลยได้มั๊ย แล้วอั้วต้องจ่ายค่าแรงให้พวกเค้ามั๊ย อั้วถามเจ้าของโรงงานข้างๆเขาบอกว่ารัฐบาลมีคำสั่งให้หยุดกิจการเราไม่ต้องจ่ายค่าแรงพนักงานก็ได้ อันนี้จริงมั๊ย
ผม: เท่าที่ผมรู้นะเฮีย หน่วยงานของรัฐประกาศให้กิจการบางประเภทให้หยุดให้บริการ เพราะต้องการควบคุมโรคระบาด แต่กิจการของเฮียน่ะ ไม่ได้อยู่ในข่ายที่ต้องหยุดตามคำสั่งหน่วยงานของรัฐนะครับ แต่เฮียก็สามารถเลือกแนวทางในการจัดการเรื่องนี้ได้นะครับเฮีย โดยใช้มาตรา 75 พระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงาน พ.ศ.2541
เฮียตี๋: แล้วมันว่ายังไงมาตรานี้
ผม: พระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงานมาตรา 75 กำหนดว่า “....ในกรณีที่นายจ้างมีความจำเป็นต้องหยุดกิจการทั้งหมดหรือบางส่วนเป็นการชั่วคราวด้วยเหตุหนึ่งเหตุใดที่สำคัญอันมีผลกระทบต่อการประกอบกิจการของนายจ้าง จนทำให้นายจ้างไม่สามารถประกอบกิจการได้ตามปกติซึ่งมิใช่เหตุสุดวิสัย ให้นายจ้างจ่ายเงินให้แก่ลูกจ้างไม่น้อยกว่าร้อยละเจ็ดสิบห้ำของค่ำจ้างในวันทำงานที่ลูกจ้างได้รับก่อนนายจ้างหยุดกิจการตลอดระยะเวลาที่นายจ้างไม่ได้ให้ลูกจ้างทำงาน ณ สถานที่จ่ายเงินตามมาตรา ๕๕ และภายในกำหนดเวลาการจ่ายเงินตามมาตรา ๗๐
ให้นายจ้างแจ้งให้ลูกจ้างและพนักงานตรวจแรงงานทราบล่วงหน้าเป็นหนังสือก่อนวันเริ่มหยุดกิจการตามวรรคหนึ่งไม่น้อยกว่าสามวันทำการ......”
นี่คือสาระสำคัญของมาตรา 75 ครับเฮีย หากกิจการของเฮียได้รับผลกระทบจากภาวะเศรษฐกิจหรือโรคระบาดทำให้กิจการของเฮียบางส่วนหรือทั้งหมดไม่สามารถประกอบกิจการได้ เฮียสามารถหยุดกิจการชั่วคราวทั้งหมดหรือบางส่วนได้ แต่เฮียต้องจ่ายเงินให้แก่ลูกจ้างไม่น้อยกว่า 75% ของค่าจ้างเขาตลอดระยะเวลาที่หยุดนะครับ
เฮียตี๋: ยังต้องจ่ายอีกตั้ง 75% เลยหรออั้วไม่ได้งานจากพวกเขาเลยนะ มีทางอื่นที่จะจ่ายน้อยกว่านี้มั๊ย
ผม: ถ้าเฮียใช้มาตรา 75 ก็ต้องจ่ายตามนี้ล่ะครับ จ่ายน้อยกว่านี้ไม่ได้ แต่ถ้าเฮียจะเรียกมาคุยเฉพาะบางคนให้เขาเขียนใบลางานโดยไม่รับค่าจ้างหรือลาโดยได้รับค่าจ้างแค่ 20% หรือ 25% แบบนี้ถ้าลูกจ้างยอมก็ได้เหมือนกันครับเพราะถือเป็นความสมัครใจของลูกจ้างที่จะขอลางานเอง
หรือไม่งั้นเฮียก็เลิกจ้างเลยก็ได้โดยจ่ายค่าชดเชยให้ลูกจ้างตามกฎหมาย การเลิกจ้างจริงอยู่มันมีภาระการจ่ายค่าชดเชย แต่อย่างน้อยก็ทำให้ต่อไปไม่มีภาระในการจ่ายเงินเดือนอีก อีกทั้งจะได้เป็นการคัดเลือกพนักงานที่ขยันขันแข็งให้ทำงานกับเราต่อไป หากใครที่ทำงานไม่ได้เรื่องก็ให้ออกไปต่อไปกิจการเฮียก็จะได้ดีขึ้นไงล่ะครับเฮีย
เฮียตี๋: แล้วกรณีไหนบ้างที่อั้วสามารถสั่งให้ลูกจ้างหยุดงานโดยอั้วไม่ต้องจ่ายเงินสักบาทน่ะ มีมั๊ย
ผม: มีครับเฮีย มาตรา 75 บอกว่าหากกิจการของเฮียได้รับผลกระทบอันสำคัญด้วยเหตุหนึ่งเหตุใดอันไม่ใช่เหตุสุดวิสัย เฮียหยุดกิจการชั่วคราวได้ต้องจ่าย 75% แต่ถ้ากิจการของเฮียต้องหยุดชั่วคราวโดยเหตุสุดวิสัยเฮียก็ไม่ต้องจ่ายสักบาทไงล่ะครับเฮีย
เฮียตี๋: เหตุสุดวิสัยกับไม่สุดวิสัยมันต่างกันยังไงวะ
ผม: เหตุที่ไม่สุดวิสัยหมายถึงเหตุที่อาจป้องกันได้ครับเฮีย เช่น ไฟไหม้โรงงาน เพราะไฟไหม้เป็นเหตุที่ป้องกันได้จึงไม่ใช่เหตุสุดวิสัย กรณีที่หน่วยงานของรัฐมีคำสั่งให้หยุดกิจการนั้นเฮียฟังดีๆนะครับ รัฐไม่ได้สั่งให้หยุดกิจการแต่รัฐสั่งให้หยุดการให้บริการลูกค้าดังนั้นกิจการหากยังมีงานให้ลูกจ้างทำอยู่ไม่ว่าจะเป็นการทำงานที่โรงงานหรือให้เอาไปทำที่บ้านก็ต้องให้งานลูกจ้างทำและจ่ายค่าจ้างให้เขา
เหตุสุดวิสัยก็ เช่น น้ำท่วมครั้งใหญ่เมื่อปี พ.ศ.2554 ยังไงล่ะครับเฮียน้ำท่วมทั้งนิคมอุตสาหกรรมมันเป็นเหตุสุดวิสัยไม่อาจป้องกันได้หรือป้องกันอย่างไรก็ต้องเกิดโดยไม่อาจเลี่ยงได้ หรือ เช่นกรณีที่โรคระบาดแล้วหน่วยงานของรัฐมีคำสั่งให้กิจการของเฮียต้องหยุดกิจการไปเลยนั่นหมายความว่ากิจการของเฮียต้องหยุดเพราะคำสั่งหน่วยงานของรัฐไม่ใช่ความผิดของเฮียและถือเป็นเหตุสุดวิสัยเพราะเฮียไม่สามารถป้องกันเหตุนั้นๆได้กรณีแบบนี้เฮียก็ไม่ต้องจ่ายค่าจ้างเลยตลอดเวลาที่หยุด
แต่ที่สำคัญนะครับเฮีย ไม่ว่าจะเหตุสุดวิสัยหรือไม่สุดวิสัย การหยุดคือต้องเป็นการหยุดชั่วคราวนะครับ หากหยุดถาวรหรือหยุดแบบไม่มีกำหนดทางกฎหมายถือเป็นการเลิกจ้างต้องจ่ายค่าชดเชยจากการเลิกจ้างนะครับ
กว่าจะอธิบายให้เฮียตี๋เข้าใจได้ก็เล่นเอาผมเหนื่อยเลยครับ บรรยากาศที่อำเภอบ่อเกลือยามเช้าช่างดีจริงๆผมสั่งชาร้อนจากล็อบบี้ของรีสอร์ทมานั่งจิบที่โต๊ะริมแม่น้ำน่าน ช่างเข้ากับบรรยากาศยามเช้าและผมก็ไม่ลืมที่จะหยิบหนังสือคำสอนของหลวงพ่อชาออกมาอ่านซึ่งผมเปิดไปเจอปรัชญาธรรมข้อหนึ่งเขียนว่า “อีแร้งบินสูงๆ แต่เวลาหิวก็โฉบลงมากินหมาเน่า เหมือนคนที่มีการศึกษาสูงแต่พอตัณหาเกิดก็ทำอะไรต่ำๆเหมือนคนไม่มีการศึกษาเลย” ผมอ่านแล้วนั่งสลดใจ จริงดังที่พระท่านว่าจริงๆ
โดย ชอลิ้วเฮียง (ทนายนำชัย พรมทา)