5

แม้ว่าจะกินเบียร์กันดึกดื่นแค่ไหน แต่ผมกับเฮียตี๋เป็นคนนอนตื่นเช้ามาก คืนวันนั้นที่รีสอร์ท อำเภอพร้าว จังหวัดเชียงใหม่ ที่ผมกับเฮียตี๋ไปสักการะรูปหล่อหลวงปู่แหวน แล้วค้างคืนที่รีสอร์ทแถวๆนั้นและนั่งกินเบียร์สนทนาธรรมกันจนดึก ผมกับเฮียตี๋ตื่นตั้งแต่ตีสี่เพื่อมาฝึกนั่งเจริญสติ บรรยากาศยามเช้าเย็นสบายเหมาะแก่การนั่งภาวนาดีมาก หรือว่าถ้าไม่อยากใช้คำว่าภาวนาเพราะคำว่าภาวนาเป็นคำเฉพาะมากเกินไปก็ใช้คำว่าพิจารณาแทนก็ได้ การที่เรานั่งภาวนาก็คือการนั่งพิจารณานั่นเอง พิจารณาอะไรล่ะ ก็พิจารณากายของเรา อารมณ์ของเรา สภาวะจิตใจของเรา และ พิจารณาไปถึงสภาวะธรรมชาติที่เกิดดับๆอยู่ในกายในอารมณ์ในใจเรานี้เอง

เวลา 8.00 นาฬิกา ผมกับเฮียตี๋ก็เตรียมพร้อมและดอกเดินทางมุ่งหน้าเข้าเมืองเชียงใหม่ ตั้งใจกันว่าคืนนี้จะไปนั่งกินเบียร์ที่ร้านประจำในตัวเมืองเชียงใหม่กัน

ระหว่างเดินทาง เฮียตี๋ก็ไม่เคยพลาดที่จะชวนผมคุยเรื่องโน้นเรื่องนี้ไปตามเรื่องของแก โดยเฉพาะปัญหาสัพเพเหระที่เกี่ยวกับปัญหาธุรกิจของแกและพวกพ้องของแก ซึ่งผมก็ไม่ได้ถือสาอะไร เข้าใจแกเพราะเพราะแกก็คือลูกค้าชั้นดีของผม มีปัญหามีคดีอะไรแกก็ไม่เคยให้คนอื่นทำเลยนอกจากผมคนเดียว ผมเรียกค่าทนายเท่าไหร่แกไม่เคยต่อรองเลยสักบาท มิหนำซ้ำตอนเย็นแกเลี้ยงเบียร์ผมอีกต่างหาก เลี้ยงจนเมาแทบจะทุกมื้อเลยด้วยซ้ำ

วันนี้แกชวนผมคุยเรื่องอดีตเมื่อสิบกว่าปีก่อน แกเล่าให้ฟังว่าสมัยที่แกบุกเบิกธุรกิจแกไปร่วมลงทุนกับเพื่อนแล้วถูกเพื่อนโกงเงินไปหลายสิบล้าน

แกเล่าให้ฟังว่าแกกับเพื่อนตกลงกันว่าลงหุ้นกันคนละครึ่ง จดทะเบียนบริษัทโดยให้เพื่อนเป็นกรรมการบริษัทคนเดียว แกมีหน้าที่สนับสนุนทางการเงิน เพื่อนเป็นคนทำงาน ทุนจดทะเบียนของบริษัทแค่ 1 ล้านบาทลงเงินค่าหุ้นคนละ 5 แสนกับเพื่อน แต่เงินไม่พอแกเลยเอาเงินส่วนตัวแกลงไปอีกเป็นการให้ไปทีเล็กทีน้อยจนหลายครั้งรวมกันก็ร่วมๆ 50 ล้านบาท สุดท้ายเพื่อนบริหารกิจการมีกำไรขึ้นมากิจการใหญ่โตเป็นบริษัทขนาดใหญ่เท่าทุกวันนี้แล้วไม่ยอมคืนเงินลงทุนที่แกให้ยืมไปนั้น แกบอกว่าตอนนั้นแกโมโหมากไปซื้อปืนมาแล้วกะว่าจะยิงให้ตายระบายความแค้นแล้วยอมติดคุก แต่ก่อนที่จะตัดสินใจอะไรแบบนั้นไป แกได้มีโอกาสนั่งกินข้าวกับลูกกับเมียมองหน้าลูกแล้วจึงคิดได้ว่าอารมณ์เพียงชั่ววูบจะทำให้โอกาสที่จะได้นั่งกินข้าวกับลูกกับเมียแบบนี้ไม่มีอีกแล้ว แกเลยตัดใจและเริ่มทำใจได้ไปเจรจาขอขายหุ้นส่วนที่เหลือให้เพื่อนในราคาถูกๆแล้วขอแยกทางกับเพื่อนคนนั้น

ผมฟังไปก็อินไปกับเรื่องของแก ทำไมคนเรามันถึงได้โลภขนาดนั้น คนที่ไม่ซื่อสัตย์ต่อเพื่อนในการทำการค้า การทำธุรกิจ กิจการก็ยังใหญ่โตเจริญรุ่งเรืองได้มาจนถึงทุกวันนี้

แล้วทำไมตอนนั้นเฮียไม่จ้างทนายฟ้องล่ะ ผมถาม

ก็ตอนที่อั้วให้เงินมันไปก็ไม่ได้ทำสัญญากู้ ไม่มีหลักฐานอะไรที่ทางกฎหมายจะชนะมันได้เลย สู้คดีไปถ้าแพ้ก็สร้างความเจ็บปวดให้อั้วเปล่าๆ แกตอบ

แล้วที่เฮียให้เงินเขาไปทำกิจการน่ะ ให้แบบไหนล่ะ โอนให้หรือให้เงินสด

ก็โอนให้นี่แหละ แต่ส่วนมากจะโอนเข้าบัญชีส่วนตัวมัน น้อยครั้งมากที่จะโอนเข้าบัญชีบริษัท แต่ไม่ได้ทำหลักฐานการกู้เงินกันไว้

แล้วเฮียปรึกษาใครหรอที่ว่าถ้าไม่มีหลักฐานการกู้เงินจะฟ้องเพื่อนเฮียคนนี้ไม่ได้น่ะ

ก็ปรึกษาสำนักงานทนายเก่าที่อั้วเคยใช้บริการก่อนที่อั้วจะรู้จักลื้อนั่นแหละเขาบอกว่าถ้าไม่มีหลักฐานการกู้เงินฟ้องไปก็ชนะเขายาก อั้วเลยกลัวว่าถ้าฟ้องแล้วแพ้ อั้วจะเจ็บใจยิ่งกว่าเดิมเลยไม่ได้ฟ้อง

ก็แปลกนะเฮีย ทำไมทนายคนก่อนของเฮียถึงคิดว่าจะฟ้องคดีแพ่งเรียกเงินกู้ ทำไมไม่ฟ้องคดีอาญาล่ะ

ยังไงนะ กู้เงินกันธรรมดาเนี่ยนะเป็นคดีอาญา อั้วเพิ่งจะเคยได้ยิน

แต่คนที่กู้เงินคือบริษัทนะเฮีย แม้ว่าเฮียจะโอนเงินให้กรรมการ แต่ก็ให้ยืมไปเพื่อกิจการของบริษัทย่อมถือว่าบริษัทเป็นผู้กู้ เมื่อบริษัทเป็นผู้กู้เงิน เมื่อถึงตอนสิ้นปีบริษัทต้องจัดทำงบการเงิน ซึ่งบริษัทต้องบันทึกว่าได้รับเงินยืมมาจากเฮียในช่องสินทรัพย์ และต้องบันทึกว่าบริษัทเป็นหนี้เฮียในช่องหนี้สินในงบการเงินของบริษัท ซึ่งรายละเอียดเกี่ยวกับทรัพย์สินหรือหนี้สินของบริษัทถือเป็นสาระสำคัญของงบการเงินเลยนะ ดังนั้นถ้ากรรมการไม่บันทึกเงินกู้ลงไปในช่องทรัพย์สินและหนี้สินถือว่ากระทำความผิดตาม พระราชบัญญัติกำหนดความผิดเกี่ยวกับห้างหุ้นส่วนจดทะเบียนห้างหุ้นส่วนจำกัด บริษัทจำกัด สมาคม และมูลนิธิ พ.ศ.2499 มาตรา 42

พระราชบัญญัติกำหนดความผิดเกี่ยวกับห้างหุ้นส่วนจดทะเบียนห้างหุ้นส่วนจำกัด บริษัทจำกัด สมาคม และมูลนิธิ พ.ศ.2499 มาตรา 42 บุคคลใดซึ่งรับผิดชอบในการดำเนินงานของห้างหุ้นส่วนจด ทะเบียน ห้างหุ้นส่วนจำกัด หรือบริษัทจำกัด กระทำหรือยินยอมให้กระทำการดังต่อไปนี้

(1) ........
(2) ลงข้อความเท็จ หรือไม่ลงข้อความสำคัญในบัญชี หรือเอกสารของห้างหุ้นส่วน หรือบริษัท หรือที่เกี่ยวกับห้างหุ้นส่วนหรือบริษัท

ถ้ากระทำหรือยินยอมให้กระทำการเพื่อลวงให้ห้างหุ้นส่วน บริษัท ผู้เป็นหุ้นส่วนหรือผู้ถือหุ้นขาดประโยชน์อันควรได้ ต้องระวางโทษจำคุกไม่เกินเจ็ดปี หรือปรับไม่เกินหนึ่งแสนสี่หมื่นบาท หรือทั้งจำทั้งปรับ

เห็นมั๊ยครับว่าข้อหานี้โทษหนักแค่ไหน ติดคุก 7 ปีเลยเชียวนะ เฮียเป็นผู้ถือหุ้นของบริษัทถือว่าเป็นผู้เสียหาย ฟ้องคดีอาญากับเพื่อนเฮียตามข้อหานี้ได้เลย

โอ้โห....ทำไมอั้วไม่รู้จักลื้อก่อนหน้านี้นะ จะได้สั่งสอนเพื่อนขี้โกงนี้สักหน่อย เออ...แล้วหลักฐานว่าเขาเป็นหนี้ล่ะจะพิสูจน์ยังไง

ก็หลักฐานการโอนเงินที่เฮียโอนเงินเข้าบัญชีบริษัทและบัญชีกรรมการไงเฮีย บริษัทประกอบกิจการมีทุนจดทะเบียนเพียง 1 ล้านบาทแล้วที่มีเงินไปทำกิจการน่ะเอามาจากไหนล่ะถ้าไม่ใช่เงินที่ยืมจากบุคคลภายนอก ทุกอย่างมันมีที่มาที่ไปแม้ว่าหลักฐานการกู้ไม่ชัดแต่ก็นำสืบถึงพฤติการณ์แวดล้อมอื่นๆได้

แล้วฟ้องตอนนี้ทันมั๊ย คดีพวกนี้มีอายุความกี่ปี แกถาม

ไม่ทันแล้วล่ะเฮียเพราะคดีข้อหานี้มีอายุความ 10 ปี เฮียบอกว่าเรื่องนี้เกิดเมื่อสิบกว่าปีที่แล้วไม่ใช่หรอ

เออ .. ใช่ๆ

ถึงแล้วเฮียร้านที่เราจะนั่งกินเบียร์กันคืนนี้ เราเข้าที่พักก่อนค่อยออกมานะ

อ่าว..ถึงแล้วหรอ นี่เราคุยกันเพลินเลย รู้ตัวอีกทีก็ถึงที่หมายแล้ว ไปๆเข้าที่พักก่อนแล้วค่อยออกมานั่งกินกัน

ผมกับเฮียตี๋ก็ถึงตัวเมืองเชียงใหม่และตั้งใจจะนั่งกินเบียร์กันตามเคย นี่ตั้งแต่เดินทางมายังไม่มีวันไหนที่ไม่ได้กินเบียร์เลยลองติดตามดูว่าเป้าหมายของการเดินทางต่อไปเราจะไปไหนกันนะครับ

สำหรับตอนนี้ขอให้ทุกท่านโชคดี

โดย ชอลิ้วเฮียง (ทนายนำชัย พรมทา)