ผู้รับเหมาทำผิดสัญญา แต่จะฟ้องก็กลัวไม่คุ้ม ทำอย่างไรดี ?
ผู้รับเหมาทำผิดสัญญา แต่จะฟ้องก็กลัวไม่คุ้ม ทำอย่างไรดี ?
ปัญหาเรื่องของการฟ้องร้องเป็นคดีความ หรือการที่ต้องมีการขึ้นโรงขึ้นศาล เป็นปัญหาที่คงไม่มีใครอยากให้เกิดขึ้น แม้แต่ตัวทนายความผู้เขียนเอง เพราะการฟ้องร้องดำเนินคดี นอกจากจะเสียค่าใช้จ่ายที่มากแล้ว ยังต้องเสียเวลา และเสียมิตร แต่อย่างไรก็ตาม ในบางครั้งเราก็ไม่สามารถจัดการปัญหาต่างๆได้ด้วยตนเองได้ ก็จำต้องอาศัยบารมีศาลเป็นที่พึ่งในการบังคับ
อย่างที่ท่านผู้อ่านทั้งหลายได้ติดต่อขอคำปรึกษาเข้ามายังสำนักงานฯ และตัวทนายความผู้เขียนว่าประสบปัญหากับการที่ถูกผู้รับเหมาทิ้งงาน พยายามติดตาม ติดต่อ ทวงถามให้ผู้รับเหมากลับมารับผิดชอบงานก็ไม่สามารถติดต่อได้ หรือติดต่อได้ก็บ่ายเบี่ยงเลี่ยงที่จะเข้ามาทำงานต่อให้เสร็จ ไม่รู้จะทำยังไงดี จะฟ้องไปเลยดีมั้ย ? จะคุ้มกับค่าใช้จ่ายมั้ย ?
ดังนั้น ในวันนี้สำนักงานฯ และตัวทนายความผู้เขียนจะเอาประเด็นเรื่องนี้มาหยิบยกให้ท่านผู้อ่านได้พิจารณากัน กล่าวคือ “การฟ้องคดีจะคุ้มค่าหรือไม่” โดยพิจารณาจากปัจจัยง่ายๆ ดังจะกล่าวต่อไปนี้
- จำนวนทุนทรัพย์ที่จะฟ้อง คุ้มค่ากับค่าใช้จ่ายที่จะต้องเสียไปในการดำเนินคดีหรือไม่ ซึ่งค่าใช้จ่ายในการดำเนินคดีหลักๆ ก็จะประกอบไปด้วย ค่าธรรมเนียมศาล (โดยหลักในคดีมีทุนทรัพย์จะเสียค่าธรรมเนียมศาลในอัตราร้อยละ 2 ของทุนทรัพย์ที่เรียกร้อง), ค่าใช้จ่ายในการดำเนินคดีอื่นๆ เช่น ค่านำหมาย ค่าฤชาธรรมเนียมที่เกี่ยวข้อง และค่าว่าจ้างทนายความในการฟ้องร้องดำเนินคดีให้ ซึ่งค่าทนายความนี้จะมากน้อยเพียงใดก็จะขึ้นอยู่กับความยากง่ายของรูปคดี และมาตรฐานในการเรียกค่าวิชาชีพของทนายความแต่ละท่านซึ่งแตกต่างกันไป โดยผู้ที่จะว่าจ้างทนายความต้องตกลงเรื่องค่าใช้จ่ายกับทนายความเอง
- ฟ้องคดีไปแล้ว โอกาสที่จะชนะคดีมีมากน้อยเพียงใด โดยหลักแล้วมักจะพิจารณาจากรูปคดี พยานหลักฐานที่มีอยู่ เช่น โดยรูปคดีที่เกิดขึ้นได้มีพยานหลักฐานมากน้อยเพียงใดที่จะพิสูจน์ให้ศาลเชื่อได้ตามที่ฟ้อง คดีขาดอายุความหรือยัง หรือ โดยเนื้อหาหรือข้อตกลงในสัญญาเราได้เปรียบหรือเสียเปรียบมากน้อยเพียงใด ฯลฯ เป็นต้น
ซึ่งท่านผู้อ่านสามารถปรึกษากับทนายความและหารือถึงทิศทางที่ควรจะดำเนินการเบื้องต้นได้ก่อนตัดสินใจ
แต่อย่างไรก็นั้น ไม่ว่าจะเกิดการฟ้องคดีขึ้นหรือไม่ สิ่งสำคัญที่ผู้ว่าจ้าง หรือคู่สัญญาไม่ควรละเลย ก็คือการตกลงกันกับผู้รับเหมาให้ชัดเจนและควรบันทึกข้อตกลงดังกล่าวไว้เป็นลายลักษณ์อักษรโดยละเอียด เพื่อเป็นหลักฐาน และอาจนำมาใช้อ้างอิงเมื่อเกิดปัญหา และที่ขาดไม่ได้เลยแต่ไม่ปฎิบัติกันก็คือ การตรวจสอบประวัติหรือคุณสมบัติของผู้รับเหมาก่อนตกลงว่าจ้าง เพราะสุดท้ายแล้ว หากผู้รับเหมาดังกล่าวเป็นบุคคลผู้มีพฤติกรรมไม่ดีมาก่อน แม้จะถูกดำเนินคดี ก็อาจเป็นการยากที่จะบังคับคดีเอากับทรัพย์สินของเขา (ชนะคดีได้แต่กระดาษคำพิพากษา)
นอกจากนี้ก็ยังมีเรื่องการหาทนายความ เพราะงานรับเหงาก่อนสร้างหรือจ้างทำของบางประเภทนั้นมีความละเอียดซับซ้อน ต้องหาทนายความที่มีเชี่ยวชาญพอในการว่าความและทำคดีประเภทนี้ (เรื่องนี้สำคัญ)
ทนายสถิตย์ อินตา