เลิกจ้างเพราะเลิกกิจการทำไมศาลบอกเป็นเลิกจ้างไม่เป็นธรรม
ผมกับเฮียตี๋ยังไม่กลับจากไปเที่ยวแม่ฮ่องสอน คืนวันที่สี่ของการเดินทางผมกับเฮียตี๋พักค้างคืนที่ปางอุ๋ง จังหวัดแม่ฮ่องสอน อากาศบนยอดดอยสูงในฤดูฝนมีหมอกฝนและเย็นสบาย มองไปทิศไหนก็เขียวขจีสบายตาสบายใจผมจริงๆ ผมกับเฮียตี๋แช่เบียร์ไว้เป็นโหลเพื่อนั่งกินชื่นชมกับบรรยากาศในค่ำคืนนี้ กับแกล้มสองสามอย่างเล็กน้อยเพราะไม่ค่อยเน้น
18.00 นาฬิกาผมนอนอยู่บนเรือไม้ไผ่ที่เขามีไว้บริการนักท่องเที่ยวซึ่งในยามนี้ไม่มีใครเลยนอกจากผมกับเฮียตี๋ ผมนอนอย่างสบายใจจนตะวันเริ่มลับขอบฟ้า บรรยากาศเริ่มมืดลงและความเหงาใจนิดๆก็เข้ามาแทนที่ความสว่างของตอนกลางวัน ผมกับเฮียตี๋ก็เข้าที่พักและเริ่มตั้งวงดื่มเบียร์กันสองคนและสนทนากันสับเหระกันไปตามเรื่อง จู่ๆแกก็ถามผมขึ้นมาเฉยๆว่า นี่อั้วถามหน่อย ถ้าอั้วต้องการปิดกิจการ อั้วไม่อยากทำธุรกิจนี้ต่อไปปิดโรงงานเลิกจ้างคนงานทั้งหมด อั้วจ่ายค่าชดเชย เงินแทนการบอกกล่าวล่วงหน้า ลื่อยังบอกว่าให้อั้วเตรียมเงินอะไรไว้จ่ายคนงานอีกนะไอ้ที่ว่าเตรียมไว้อีกคนละ 2 – 3 เดือนน่ะ
แกยังไม่ลืมเรื่องที่แกปรึกษาผมตั้งแต่ตอนเดินทางออกจากกรุงเทพเกี่ยวกับเรื่องที่แกจะปิดโรงงานที่สมุทรสาคร โดยเลิกจ้างคนงาน แกยินดีที่จะจ่ายค่าชดเชย และสินจ้างแทนการบอกกล่าวล่วงหน้าให้กับคนงานให้ถูกต้องตามกฎหมายทุกอย่าง แต่ผมยังบอกให้แกเตรียมเงินไว้ให้คนงานอีกเท่ากับค่าจ้างอัตราสุดท้ายของคนงานแต่ละคนอีกคนละ 2 – 3 เดือน แกคงสงสัยว่าเมื่อจ่ายตามกฎหมายครบแล้วยังจะต้องเตรียมเงินไว้จ่ายค่าอะไรอีก
ผม: นี่เฮีย เราตกลงกันแล้วนะว่าจะไม่คุยเรื่องงานน่ะ
เฮีย: เออๆอั้วรู้แต่มันกะอดสงสัยไม่ได้นี่หว่า ไอ้ที่ลื้อบอกให้อั้วเตรียมเงินไว้จ่ายคนงานอีกคนละ 2 – 3 เดือนน่ะอั้วต้องควักกระเป๋าประมาณ 30 ล้านเชียวนะจะไม่ให้อั้วสงสัยเลยหรอ
ผม: โอเคๆ ครับเฮีย งั้นเรามาว่ากันถึงเรื่องนี้นะครับ
ผม: ประการแรกเฮียจะปิดโรงงานและจดทะเบียนเลิกบริษัทด้วย ทางกฎหมายแรงงานก็คือเลิกจ้างพนักงานซึ่งเฮียต้องจ่ายค่าชดเชยและสินจ้างแทนการบอกกล่าวล่วงหน้าให้คนงานตามกฎหมายซึ่งผมได้อธิบายให้เฮียฟังไปแล้วตั้งแต่ตอนที่เราเดินทางออกจากกรุงเทพ
เฮีย: อันนั้นอั้วรู้แล้ว อั้วแค่สงสัยเงินก้อนหลังนี่ว่าทำไมต้องเตรียมไว้อีกเพราะอั้วก็จ่ายครบถ้วนถูกต้องตามกฎหมายหรือมันยังมีเงินอะไรที่อั้วต้องจ่ายคนงานอีกมั๊ยนอกจากที่จ่ายไปแล้วน่ะ
ผม: เฮียครับ การเลิกจ้างพนักงาน นอกจากจะต้องจ่ายค่าชดเชย สินจ้างแทนการบอกกล่าวล่วงหน้าแล้ว หากการเลิกจ้างนั้นเป็นการเลิกจ้างด้วยเหตุอันไม่เป็นธรรม ศาลแรงงานอาจสั่งให้นายจ้างจ่ายค่าเสียหายจากการเลิกจ้างด้วยเหตุที่ไม่เป็นธรรมนั้นอีกส่วนหนึ่งต่างหากก็ได้นะครับ ตามพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลแรงงานและวิธีพิจารณาคดีแรงงาน พ.ศ.2522 มาตรา 49
เฮีย: แต่อั้วปิดโรงงานนะ อั้วไม่อยากทำต่ออั้วเหนื่อย อั้วปิดโรงงานอั้วไม่ได้หรอมันไม่เป็นธรรมยังไง อั้วไม่ได้เลิกจ้างเพราะกลั่นแกล้งคนงานคนใดคนหนึ่งเป็นการเฉพาะนะ อั้วไม่อยากทำต่อหรือใครจะมาทำต่อก็มาซื้อกิจการไปทำเลยมั๊ยล่ะ อั้วไม่เห็นด้วยอย่างแรงเลยนะถ้าบอกกว่าอั้วปิดโรงงานเป็นการเลิกจ้างไม่เป็นธรรม
ผม: เฮียผมก็ไม่เห็นด้วยหรอกนะครับเฮีย แต่หลักและแนวคำพิพากษาศาลฎีกาเคยตัดสินไว้เป็นบรรทัดฐานว่าการปิดโรงงานมันต้องมีมูลเหตุมาจากเหตุที่เป็นธรรมด้วย กิจการของเฮียก็ยังไม่ถึงขนาดย่ำแย่ ยังพอไปได้ คือพูดง่ายๆภาษาชาวบ้านคือโรงงานเฮียไม่ได้ขาดทุนจริงนั่นเอง มิหนำซ้ำโรงงานเฮียยังมีสหภาพแรงงานอีกเฮียปิดโรงงานเขาก็เข้าใจว่าเฮียปิดเพื่อล้มล้างสหภาพแรงงานน่ะสิ
ผม: เอ้าเฮียดูนี่ ผมเปิดคำพิพากษาศาลฎีกาที่ผมโหลดจากกูเกิ้ลในโทรศัพท์มือถือผมให้แกดู
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 6252-6282/2540 ไม่มีกฎหมายห้ามไม่ให้นายจ้างปิดกิจการการปิดกิจการอาจเกิดขึ้นได้จากหลายสาเหตุเมื่อต้องปิดกิจการซึ่งมีการเลิกจ้างแล้ว การเลิกจ้างจะเป็นการเลิกจ้างที่ไม่เป็นธรรมหรือไม่ขึ้นอยู่กับเหตุผลของการปิดกิจการว่ามีเหตุผลสมควรและเพียงพอที่จะปิดกิจการหรือไม่ นายจ้างปิดกิจการโดยไม่ได้ประสบภาวะขาดทุนตามที่อ้าง ย่อมไม่มีเหตุผลสมควรและเพียงพอที่จะเลิกจ้างลูกจ้างได้ การที่นายจ้างปิดกิจการและเลิกจ้างลูกจ้างกรณีดังกล่าวจึงถือได้ว่าเป็นการเลิกจ้างที่ไม่เป็นธรรม
แกอ่านจบก็นิ่งไป แต่ยกแก้วเบียร์ขึ้นกระดกทีเดียวหมดแก้วแล้วรินใหม่จนเต็ม สูดหายใจเข้าเต็มปอดแล้วพูดขึ้นว่า โอเค ทุกอย่างอั้วยกให้ลื้อจัดการแล้วกัน แต่พอใช่มั๊ยล่ะให้อั้วเตรียมเงินไว้แค่นั้น
ผม: เอาน่าเฮียไม่พอก็ต้องพอเพราะเราปิดกิจการ จดทะเบียนเลิกบริษัทแล้ว ที่เหลือก็คือการชำระบัญชีตรามกฎหมายก็เมื่อมันเหลือเงินแค่นั้นจะพอหรือไม่พอมันก็เหลือแค่นั้นล่ะ จะให้ทำไง ได้น้อยก็ยังดีกว่าไม่ได้
เฮีย: แล้วถ้าตามแนวทางของศาลเขาให้กันยังไงล่ะค่าเสียหายจากการเลิกจ้างไม่เป็นธรรมนี่
ผม: พูดยากเฮียเพราะหลักกฎหมายก็เขียนแค่หลักการไว้ คนที่จะกำหนดคือศาลแรงงานซึ่งเป็นศาลชั้นต้นเท่านั้น และศาลก็ตัดสินตามหลักการของกฎหมายล่ะ แต่หลักการของผู้พิพากษาแต่ละท่านก็แตกต่างกันไป เราเตรียมไว้เผื่อเท่านี้แม้สุดท้ายศาลท่านจะตัดสินให้จ่ายมากกว่านี้ แต่สำหรับผมก็เห็นว่าเหลือไว้แค่นี้ก็ถือว่าพอสมควรแล้ว เราปิดเราก็จ่าย ไม่ใช่หนีหายไปเฉยๆเหมือนคนอื่นเขา ถ้าจ่ายแค่นี้ยังไม่พอเราก็สู้คดีไปให้ถึงที่สุดก็แล้วกัน สุดท้ายกิจการเฮียเหลือจากการชำระบัญชีเท่าไหร่ก็ให้เขาไปก็เท่านั้นเองครับ ผมว่าถ้าเฮียให้ผมจัดการเรื่องนี้ก็ไม่ต้องกังวลนะเฮีย กินเบียร์กันดีกว่านะ
เฮีย: แล้วจะคุยเรื่องอะไรดีล่ะ
ผม: ก็แล้วแต่เฮียเลยครับ ยกเว้นเรื่องงาน
เฮีย: งั้นก็คุยเรื่องธรรมะของพระพุทธเจ้าก็ได้ อั้วชอบฟังลื้อพูดเรื่องธรรมะ แม้อั้วจะเข้าใจบ้างไม่เข้าใจบ้างแต่ก็สนุกดีได้แง่คิดดีๆ
ผมก็ชวนแกสนทนาเรื่องธรรมะของพระพุทธเจ้า ซึ่งผมเองก็รู้แบบงูๆปลาๆ เราคุยกันไปกินเบียร์ไปนานแค่ไหนไม่รู้จนดึกสงัด และสุดท้ายก่อนเลิกสนทนาผมก็พูดถึงคำสอนของหลวงพ่อชาที่ผมเคยอ่านเจอในหนังสือตอนหนึ่งว่า “อย่าเป็นพระพุทธเจ้า อย่าเป็นพระอรหันต์ อย่าเป็นพระโพธิสัตว์ อย่าเป็นอะไรเลย การ “เป็นอะไร” ก็มีแต่ความทุกข์ทั้งนั้นแหละ เราไม่มีความจำเป็นต้องเป็นอะไรสักอย่างหนึ่ง”
เฮียตี๋ได้ฟังก็สงสัย ถามผมว่า มันหมายถึงยังไงวะ
ผมตอบแกว่า เฮีย วันนี้พอแค่นี้ฟังแล้วเอาไปคิดเป็นการบ้าน พรุ่งนี้ถ้ามีโอกาสสนทนาธรรมกันอีกผมจะอธิบายให้ฟัง
โดย ชอลิ้วเฮียง (ทนายนำชัย พรมทา)