บทความ15หลักเอกสิทธิ์ของแพทย์ในการรักษาผู้ป่วย(TherapeuticPrivilege)

หลักเอกสิทธิ์ของแพทย์ในการรักษาผู้ป่วย (Therapeutic Privilege)

ในปัจจุบันปัญหาการร้องเรียนและฟ้องร้องแพทย์มีแนวโน้มมากขึ้น ซึ่งผิดจากเมื่อก่อนนี้ที่ไม่ค่อยมี หรือจะบอกว่าแทบจะไม่มีเลยที่ผู้ป่วยหรือครอบครัวของผู้ป่วยจะออกมากล่าวโทษการรักษาของแพทย์ อาจเพราะในอดีตประชาชนไม่ได้ใช้สิทธิหรืออาจไม่รู้ว่าตนเองมีสิทธิที่จะรียกร้องการรักษา นั้นเพราะส่วนมาแล้วเห็นว่าความเสียหายที่เกิดขึ้นเป็นเรื่องปกติ เป็นเรื่องเวรกรรม และแพทย์ไม่มีเจตนาร้าย ถือเป็นเหตุสุดวิสัย อย่างที่ในบทความที่แล้ว (บทความที่ 13 ดีที่สุด) เราได้มีการกล่าวถึง หลักเอกสิทธิ์ของแพทย์ในการรักษาผู้ป่วย (Therapeutic Privilege) นี้แหละคือผลจากความคิดของหลักนี้

นั้นเพราะ หลักเอกสิทธิ์ของแพทย์ในการรักษาผู้ป่วย หรือ Therapeutic Privilege คือการที่แพทย์มีเอกสิทธิในการรักษาผู้ป่วยโดยไม่จำเป็นต้องได้รับความยินยอม และไม่ต้องรับฟังความคิดเห็นจากผู้ป่วยก็ได้ แต่เน้นประโยชน์ของผู้ป่วยเป็นสำคัญ หรือก็คือแนวทางรักษาแบบไหนที่แพทย์มองแล้วว่าดี ว่าเหมาะสมกับโรคของผู้ป่วย แพทย์สามารถดำเนินการรักษาพยาบาลได้โดยไม่ต้องได้รับความยินยอมจากผู้ป่วย และอีกส่วนหนึ่งคือการที่วิธีการรักษาอาจสลับซับซ้อนจนยากจะอธิบายให้ผู้ป่วยเข้าใจได้ หรือ การเปิดเผยข้อมูลอาจทำให้ผู้ป่วยวิตกกังวลเกี่ยวกับการรักษา

แน่นอนว่าแนวคิดนี้เป็นที่ยอมรับกันอย่างมากจากแพทย์และบุคลากรทางการแพทย์ทั่วโลก หากถามว่าใครกันละที่เป็นคนริเริ่มแนวหลักการนี้ขึ้นมา ก็ต้องย้อนไปเมื่อปี ค.ศ.1803 โดย นายโธมัส เพอร์ซิวาล ที่ได้เขียนหนังสือที่ชื่อ Medical Ethics ที่ให้แนวคิดเกี่ยวกับเรื่องดังกล่าว โดยกล่าวว่า แพทย์นั้นต้องมีจริยธรรมในระดับสูง แม้ผู้ป่วยมีสิทธิรับรู้ข้อเท็จจริงในการรักษา แต่เป็นเอกสิทธิ์ของแพทย์โดยแท้ที่จะเลือกไม่ให้ข้อมูล หรืออาจให้ไม่ตรงกับข้อเท็จจริงก็ได้ ถ้าเป็นประโยชน์แก่ตัวผู้ป่วยมากกว่า[1]

แน่นอนว่าแนวคิดผู้เป็นผู้ป่วยบางส่วนย่อมไม่เห็นด้วย อันเพราะ นี่คือเนื้อตัวร่างการของเรา ทำไมเราเป็นอะไรถึงไม่มีสิทธิที่จะได้รับรู้ข้อเท็จจริง และวิธีการรักษาที่เราสามารถเลือกเองได้ เพราะบางครั้งการรักษาที่ไม่ใช่การรักษาอาจเป็นการรักษาที่ดีที่สุดสำหรับตัวผู้ป่วยเองก็ได้

แต่อีกบางส่วนที่เห็นด้วยกับแนวคิดนี้รวมถึงแพทย์ อาจมองว่าแพทย์รักษาผู้ป่วยนั้นเป็นการระทำที่ประสงค์ดี (Do Good) และการกระทำนั้นต้องไม่ก่อให้เกิดผลร้าย (Do no harm) แก่ผู้ป่วย ดังนั้นแล้วแม้การรักษาดังกล่าวจะก่อหรือไม่ก่อความเสี่ยงหรือผลข้างเคียง แต่หากแพทย์เห็นว่าผลที่ดีที่เกิด[2]ขึ้นจากการรักษามีมากกว่าผลเสียก็ถือว่าเพียงพอแล้ว

เมื่อเกิดผลที่เกินความขาดหมายจากการรักษา ผู้ป่วยที่เห็นด้วยกับแนวคิดนี้จึงไม่กล่าวโทษแพทย์ โดยไม่สืบสาวหาข้อเท็จจริง หรือตั้งข้อสงสัยเกี่ยวกับตัวโรค วิธีการรักษาแต่อย่างใด

แต่ไม่ใช่กลับคนอีกกลุ่มที่มองถึงสิทธิของตนที่ควรจะได้รับรู้ถึงข้อเท็จจริงที่ตนควรได้รู้ ครั้งหน้าเรามามาพูดกันถึงการข้ามผ่านแนวความคิดเอกสิทธิ์ของแพทย์ในการรักษาผู้ป่วย ว่าเพราะเหตุใด แนวคิดนี้ที่แพทย์และบุคคลากรทางการแพทย์ให้การยอมรับอย่างกว้างขวางทั่วโลก ถึงได้เปลี่ยนแปลงไป

 

สัตวทนาย (สัตว์-แพทย์-ทนาย)


[1] Sheila McLean, Autonomy, Consent and the Law, p.9

[2] Victoria Tippett, Medical Ethics and Law (Oxford: Radcliffe Publishing,2004)