คู่ความมรณะระหว่างการพิจารณา

คู่ความมรณะระหว่างการพิจารณา

หลายครั้งเมื่อคดีอยู่ในระหว่างการพิจารณาคดีของศาล หากคู่ความในคดีฝ่ายใดเสียชีวิตในขณะที่คดียังพิจารณายังไม่แล้วเสร็จนั้น คดีจะดำเนินการอย่างไรต่อ กรณีนี้หากคู่ความเสียชีวิตในระหว่างการพิจารณาศาลจะต้องเลื่อนการพิจารณาคดีจนกว่าบคุคลตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา  42 ได้บัญญัติไว้ จะเข้ามาเป็นคู่ความแทนที่ ได้แก่

  1. ทายาทโดยชอบด้วยกฎหมาย
  2. ผู้จัดการมรดก
  3. ผู้ปกครองทรัพย์มรดก

การเข้ามาเป็นคู่ความแทนที่นั้นสามารถทำได้ 2 กรณี ได้แก่ บุคคลดังกล่าวข้างต้นยื่นคำขอเข้ามาเป็นคู่ความแทนที่เอง หรือศาลออกหมายเรียกให้เข้ามาเป็นคู่ความในคดี ซึ่งการเข้ามาเป็นคู่ความในคดีนั้นเข้ามาแทนได้เฉพาะในคดีที่มิใช่เป็นการเฉพาะตัวของผู้เสียชีวิตโดยแท้ เช่น คดีเกี่ยวด้วยเรื่องทรัพย์สินต่างๆ ส่วนคดีที่เกี่ยวด้วยสิทธิเฉพาะตัวของผู้เสียชีวิตนั้นบุคคลดังกล่าวข้างต้นจะเข้ามาแทนที่มิได้ เช่น คดีที่คู่ความฝ่ายที่เสียชีวิตได้ฟ้องหย่า หรือคดีคู่ความฝ่ายที่ผู้เสียชีวิตได้ยื่นคำขอเป็นผู้จัดการมรดกไว้

การยื่นคำขอเข้ามาในคดีแทนคู่ความฝ่ายที่เสียชีวิตนั้นจะต้องยื่นคำขอเข้ามาภายใน 1 ปี นับแต่วันที่คู่ความฝ่ายที่เสียชีวิตนั้นมรณะ ซึ่งหากไม่ยื่นคำขอเข้ามาแทนที่ภายในระยะเวลาดังกล่าวแล้วกฎหมายกำหนดให้ศาลมีคำสั่งจำหน่ายคดีออกจากสารบบความ

ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 42 ถ้าคู่ความฝ่ายฝ่ายหนึ่งในคดีที่ค้างพิจารณาอยู่ในศาลได้มรณะเสียก่อนพิพากษาคดี ให้ศาลเลื่อนการนั่งพิจารณาไปจนกว่าทายาทของผู้มรณะหรือผู้จัดการมรดกของผู้มรณะ หรือบุคคลอื่นใดที่ปกครองทรัพย์มรดกไว้ จะได้เข้ามาเป็นคู่ความแทนที่ผู้มรณะ โดยมีคำขอเข้ามาเอง หรือโดยศาลเรียกให้เข้ามา เนื่องจากคู่ความฝ่ายใดมีคำขอฝ่ายเดียว คำขอเช่นว่านี้จะต้องยื่นภายในกำหนดหนึ่งปีนับแต่วันที่คู่ความฝ่ายนั้นมรณะ

ถ้าไม่มีคำขอของบุคคลดังกล่าวมาแล้ว หรือไม่มีคำขอของคู่ความฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งภายในกำหนดระยะเวลาที่กำหนดไว้ ให้ศาลมีคำสั่งจำหน่ายคดีเรื่องนั้นเสียจากสรรบบความ

ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 43 ถ้าทายาทของผู้มรณะ หรือผู้จัดการทรัพย์มรดกของผู้มรณะ หรือบุคคลอื่นใดที่ปกครองทรัพย์มรดก ประสงค์จะของเข้ามาเป็นคู่ความแทน ก็ให้ยื่นคำขอโดยทำเป็นคำร้องต่อศาลเพื่อการนั้น

ในกรณีเช่นนี้ เมื่อศาลเห็นสมควร หรือเมื่อคู่ความฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งมีคำขอศาลอาจสั่งให้ผู้ที่จะเข้ามาเป็นคู่ความแทนนั้นแสดงพยานหลักฐานสนับสนุนคำขอเช่นว่านั้นได้เมื่อได้แสดงพยานหลักฐานดังกล่าวนั้นแล้ว ให้ศาลมีคำสั่งอนุญาตหรือไม่อนุญาตในการที่จะเข้ามาเป็นคู่ความแทน

ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 44 คำสั่งให้หมายเรียกบุคคลใดเข้ามาแทนผู้มรณะนั้น จะต้องกำหนดระยะเวลาพอสมควรเพื่อให้บุคคลนั้นมีโอกาสคัดค้านศาลว่าตนมิได้เป็นทายาทของผู้มรณะ หรือมิได้เป็นผู้จัดการทรัพย์มรดกหรือผู้ปกครองทรัพย์มรดกนั้น

ทายาท ผู้จัดการทรัพย์มรดก หรือบุคคลผู้ถูกเรียกไม่จำต้องปฏิบัติตามหมายเช่นว่านั้นก่อนระยะเวลาที่กฎหมายกำหนดไว้เพื่อการยอมรับฐานะนั้นได้ล่วงพ้นไปแล้ว

ถ้าบุคคลที่ถูกศาลหมายเรียกนั้น ยินยอมรับเข้ามาเป็นคู่ความแทนผู้มรณะ ให้ศาลจดรายงานพิสดารไว้และดำเนินคดีต่อไป

ถ้าบุคคลนั้นไม่ยินยอมหรือไม่มาศาล ให้ศาลทำการไต่สวนตามที่เห็นสมควร ถ้าศาลเห็นว่าหมายเรียกนั้นมีเหตุผลฟังได้ ก็ให้ออกคำสั่งตั้งบุคคลที่ถูกเรียกเป็นคู่ความแทนผู้มรณะแล้วดำเนินคดีต่อไป ถ้าศาลเห็นว่าข้อคัดค้านของบุคคลผู้ถูกเรียกมีเหตุผลฟังได้ ก็ให้ศาลสั่งเพิกถอนหมายเรียกนั้นเสีย และถ้าคู่ความฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งไม่สามารถเรียกทายาทอันแท้จริงหรือผู้จัดการทรัพย์มรดก หรือบุคคลที่ปกครองทรัพย์มรดกของผู้มรณะเข้ามาเป็นคู่ความแทนผู้มรณะได้ภายในกำหนดระยะเวลาหนึ่งปี ก็ให้ศาลมีคำสั่งตามที่สมควรเพื่อประโยชน์แห่งความยุติธรรม

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1114/2549

ผู้ร้องยื่นคำร้องขอว่า ผู้ร้องเป็นบุตรบุญธรรมของคุณหญิงเนื้อทิพย์ เสมรสุต เจ้ามรดกซึ่งถึงแก่อนิจกรรมเมื่อวันที่ 19 เมษายน 2540 ก่อนถึงแก่อนิจกรรมเจ้ามรดกทำพินัยกรรมยกทรัพย์มรดกให้แก่ผู้ร้องแต่ผู้เดียว และตั้งผู้ร้องเป็นผู้จัดการมรดก แต่การจัดการมรดกมีเหตุขัดข้อง ขอให้ศาลไต่สวนและมีคำสั่งตั้งผู้ร้องเป็นผู้จัดการมรดกของคุณหญิงเนื้อทิพย์เจ้ามรดก

ผู้คัดค้านยื่นคำคัดค้านและแก้ไขคำคัดค้านว่า ผู้คัดค้านเป็นทายาทโดยธรรมมีสิทธิได้รับมรดกของคุณหญิงเนื้อทิพย์เจ้ามรดก เจ้ามรดกอยู่ในวัยชรา ความจำเลอะเลือนและเจ็บป่วย ขณะทำพินัยกรรมเป็นช่วงเวลาที่เจ้ามรดกอยู่ในอาการป่วยหนักสติฟั่นเฟือน ไม่มีสติสัมปชัญญะ และมิได้ประสงค์จะยกทรัพย์มรดกให้ผู้ร้องแต่ผู้เดียว แต่ผู้ร้องกับพวกใช้อุบายข่มขู่หลอกลวงให้เจ้ามรดกทำพินัยกรรม พินัยกรรมจึงตกเป็นโมฆะ ผู้คัดค้านเป็นผู้มีคุณสมบัติเหมาะสมที่จะเป็นผู้จัดการมรดก ก่อนเจ้ามรดกถึงแก่อนิจกรรมผู้คัดค้านร้องขอต่อศาลให้มีคำสั่งตั้งผู้คัดค้านเป็นผู้อนุบาลเจ้ามรดกซึ่งเป็นบุคคลไร้ความสามารถ และศาลมีคำสั่งตั้งผู้คัดค้านเป็นผู้อนุบาลแล้ว ขอให้ยกคำร้อง และมีคำสั่งตั้งผู้คัดค้านเป็นผู้จัดการมรดกของเจ้ามรดกแต่ผู้เดียว

ศาลชั้นต้นมีคำสั่งตั้งนายพีรพงศ์ เสมรสุต ผู้ร้อง เป็นผู้จัดการมรดกของคุณหญิงเนื้อทิพย์ เสมรสุต เจ้ามรดก กับให้มีสิทธิและหน้าที่ตามกฎหมาย ยกคำร้องคัดค้าน ค่าฤชาธรรมเนียมในคดีทั้งหมดให้ตกเป็นพับ

ผู้คัดค้านอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ

ผู้คัดค้านฎีกา

ระหว่างการพิจารณาของศาลฎีกา นางสาวกมลทิพย์ เสมรสุต ยื่นคำร้องว่า ผู้คัดค้านถึงแก่ความตาย นางสาวกมลทิพย์เป็นทายาทของผู้คัดค้าน ขอเข้ารับมรดกความเพื่อดำเนินคดีต่อไป ทนายผู้ร้องแถลงว่า ผู้คัดค้านถึงแก่ความตายจริง

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "ตามมรณบัตรที่นางสางกมลทิพย์อ้างส่งเป็นหลักฐานประกอบคำแถลงของทนายผู้ร้องฟังได้ว่า ผู้คัดค้านถึงแก่ความตายเมื่อวันที่ 30 พฤศจิกายน 2545 ในระหว่างการพิจารณาของศาลฎีกาจริง ศาลฎีกา เห็นว่าการขอตั้งผู้จัดการมรดก ตลอดจนการคัดค้านการขอตั้งผู้จัดการมรดก ไม่เป็นคดีที่ทายาทจะรับมรดกความของคู่ความที่ถึงแก่ความตายได้ เพราะการขอเป็นผู้จัดการมรดกก็ดี การคัดค้านการขอตั้งผู้จัดการมรดกก็ดี ถือได้ว่าเป็นสิทธิเฉพาะตัวของทายาทหรือผู้มีส่วนได้เสียแต่ละคน จึงไม่มีเหตุที่จะอนุญาตให้นางสาวกมลทิพย์เข้ามาเป็นคู่ความแทนผู้คัดค้านซึ่งถึงแก่ความตายได้ ให้ยกคำร้อง ค่าคำร้องให้เป็นพับและเมื่อผู้คัดค้านถึงแก่ความตาย ย่อมไม่มีประโยชน์ที่จะพิจารณาคดีของผู้คัดค้านต่อไป"

ให้จำหน่ายคดีของผู้คัดค้านจากสารบบความของศาลฎีกา คืนค่าธรรมเนียมศาลชั้นฎีกาทั้งหมดแก่ทายาทหรือผู้จัดการมรดกของผู้คัดค้าน ค่าทนายความชั้นฎีกาให้เป็นพับ

 

ทนายสุกฤษฏิ์  เจริญสมบัติ