4-การยื่นบัญชีระบุพยาน

บทความทนายชวนคิด ตอนที่ 21 : การยื่นบัญชีระบุพยาน

                   การยื่นบัญชีระบุพยานครั้งแรก คือ การที่คู่ความฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งต้องการอ้างอิงพยานเอกสาร หรือคำเบิกความของพยานบุคคลใด หรือต้องการให้ศาลนั้นตรวจสอบบุคคล วัตถุ สถานที่ หรืออ้างอิงความเห็นของผู้เชี่ยวชาญที่ศาลตั้ง หรือความเห็นของผู้เชี่ยวชาญเพื่อเป็นพยานหลักฐานสนับสนุนข้ออ้างหรือข้อเถียงของคู่ความฝ่ายใดฝ่ายหนึ่ง ให้คู่ความตามข้างต้นนั้นยื่นบัญชีระยุพยานต่อศาลก่อนวันสืบพยานไม่น้อยกว่า 7 วัน โดยต้องกรอกข้อมูลรายละเอียดของพยาน และนอกจากยื่นให้ศาลจะต้องจัดทำสำเนาบัญชีระยุพยานให้แก่คู่ความฝ่ายตรงข้ามมารับสำเนาเอกสารดังกล่าวไปจากเจ้าหน้าที่ศาลด้วย ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 88 วรรค 1

                   ดังนั้นการยื่นบัญชีระบุพยานจะต้องยื่นก่อนวันสืบพยานไม่น้อยกว่า 7 วัน เป็นการป้องกันไม่ให้มีการจู่โจมพยาน หากไม่ยื่นบัญชีระบุพยานย่อมไม่สามารถนำพยานหลักฐานตามที่คู่ความฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งอ้างนั้นเข้าสืบพยานได้ เพราะถ้าหากสืบพยานไปแล้วย่อมถือว่าเป็นพยานหลักฐานที่รับฟังไม่ได้ ตัวอย่าง อ้างสำเนาสัญญากู้ในบัญชีระบุพยานแต่ในวันสืบพยานนั้นจะเอาต้นฉบับมาสืบไม่ได้เพราะไม่ได้ระบุไว้ในบัญชีระบุพยาน หรือไม่ได้อ้างตัวเองเบิกความในบัญชีระบุพยานแต่ไปเอาผู้รับมอบอำนาจมาเบิกความแต่ก็ไม่ได้ระบุในบัญชีระบุพยานเช่นกันต่อให้ในวันสืบพยานผู้รับมอบอำนาจจะมาเบิกความต่อศาลก็ถือเป็นพยานบุคคลที่รับฟังไม่ได้

                   และการยื่นบัญชีระบุพยานนั้นในส่วนของพยานหลักฐานที่อยู่ในบัญชีระบุพยานของตัวเองนั้นจะต้องเป็นพยานหลักฐานที่สนับสนุนข้ออ้างข้อเถียงของตัวเองในประเด็นแห่งคดีนั้นๆ แต่ในกรณีนี้ไม่รวมถึงเอกสารประกอบการถามค้านซึ่งคู่ความไม่ได้มีความต้องการอ้างอิงเป็นพยานหลักฐานตั้งแต่แรกเพราะหากโจทก์หรือจำเลยเบิกความกล่าวถึงข้อเท็จจริงในส่วนของเอกสารที่ประกอบการถามค้านขึ้นมาเองซึ่งถ้าหากโจทก์หรือจำเลยนั้นรับรองเอกสารประกอบการถามค้านดังกล่าว คู่ความที่อ้างเอกสารประกอบการถามค้านนั้นย่อมมีสิทธิสามารถใช้เอกสารหลักฐานดังกล่าวต่อศาลได้โดยไม่จำเป็นที่จะต้องยื่นบัญชีระบุพยานเลยเพราะไม่ใช่พยานหลักฐานที่สนับสนุนข้ออ้างหรือข้อเถียงของพยานเองตั้งแต่แรก

                   ส่วนเอกสารในชั้นไต่สวนคำร้องต่างๆนั้น เอกสารที่อ้างมาท้ายคำร้องใดๆก็แล้วแต่นั้นไม่ต้องยื่นบัญชีระบุพยาน เช่น คำร้องขอพิจารณาคดีใหม่ซึ่งไม่ถือว่าเป็นพยานหลักฐานสนับสนุนข้ออ้างข้อเถียงในประเด็นแห่งคดี แต่ในเรื่องของคำร้องขอรับชำระหนี้บุริมสิทธิจำนองจะต้องยื่นบัญชีระบุพยานเพราะอาจมีประเด็นข้อพิพาทเกิดขึ้นในคำร้องดังกล่าวได้กรณีมีคู่ความฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งนั้นออกมาคัดค้านคำร้องดังกล่าว แต่ถ้าคำร้องใดๆนั้นได้แนบบัญชีระบุพยานมาด้วยก็ถือว่าบัญชีระบุพยานนั้นจะเป็นบัญชีระบุพยานนั้นไปตลอดทั้งคดีที่ได้ดำเนินกระบวนพิจารณาในชั้นศาลจนถึงที่สุด เช่น การยื่นบัญชีระบุพยานขอยกเว้นค่าธรรมเนียมศาลโดยไม่ได้ระบุอย่างแน่ชัดว่าเป็นบัญชีระบุพยานในชั้นไต่สวนคำร้องเท่านั้น หากต่อมาศาลอนุญาตตามคำร้องแล้วดำเนินคดีต่อไปยังยื่นบัญชีระบุพยานอีกบัญชีเพิ่มเติมดังกล่าวนี้ก็จะนำเข้าร่วมกับบัญชีระบุพยานที่ได้ยื่นไว้ในชั้นไต่สวนคำร้องขอยกเว้นค่าธรรมเนียมศาลเข้าไปด้วย

                   ในเรื่องของกำหนดยื่นบัญชีระบุพยานครั้งแรก ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 88 วรรคหนึ่ง คู่ความจะต้องยื่นบัญชีระบุพยานต่อศาลครั้งแรกก่อนวันสืบพยานไม่น้อยกว่า 7 วัน โดยยึดวันสืบพยานเป็นหลักคู่ความจะมายื่นตอนยื่นฟ้อง หรือตอนนัดชี้สองสถาน หรือตอนยื่นคำให้การ ก่อนวันสืบพยานก็ได้ แต่ถ้าหากในคดียังคงมีแต่วันชี้สองสถานโดยยังไม่มีการกำหนดวันสืบพยานคู่ความก็ยังไม่อยู่ในบทข้อบังคับตามมาตรา 88 วรรคหนึ่ง ที่บังคับต้องยื่นบัญชีระบุพยานแต่อย่างใด แต่ถ้าหากว่าวันนั้นเป็นวันนัดชี้สองสถานพร้อมกับวันสืบพยานด้วยเลยในกรณีที่จำเลยนั้นอาจจะขาดนัดยื่นคำให้การเท่ากับว่าในคดีนี้มีการสืบพยานไว้แล้วหากมีการชี้สองสถานในวันที่ 7 กันยายน ก็จะต้องยื่นบัญชีระบุพยานครั้งแรกก่อน 7 กันยายน โดยไม่น้อยกว่า 7 วัน ในทางปฏิบัติทนายโจทก์นั้นย่อมยื่นไปพร้อมตอนฟ้องอยู่แล้วหากจำเลยได้รับหมายเรียกและสำเนาคำฟ้องโดยหมายเรียกนัดชี้และสืบพยานในวันที่ 7 กันยายน จำเลยก็ต้องยื่นบัญชีระบุพยานไม่น้อยกว่า 7 วัน ก่อนวันสืบพยานเหมือนโจทก์ตามกรณีนัดชี้สองสถานและสืบพยาน 7 กันยายน  ซึ่งศาลดูว่าวันสืบพยานหมายถึงวันสืบพยานครั้งแรก ถ้าหากวันสืบพยานดังกล่าวจำเลยมา 7 กันยายน และให้กำหนดวันสืบพยานกันแบบนี้คือคู่ความโจทก์จำเลยนั้นจะยังไม่ต้องยื่นบัญชีระบุพยานในครั้งแรก

                   ส่วนคำว่าก่อนสืบพยานไม่น้อยกว่า 7 วัน จะต้องเป็น 7 วัน เต็ม และหากวันครบกำหนดยื่นบัญชีระบุพยานนั้นเป็นวันที่ตรงกับวันหยุด เช่น นัด 10 มีนาคม โดยวันที่ 2 มีนาคม นั้นดันเป็นวันสุดท้ายที่ตรงกับวันเสาร์คู่ความจะไปยื่นบัญชีระบุพยานในวันที่ 4 มีนาคม อันเป็นวันจันทร์หรือวันราชการไม่ได้ เพราะถ้าตามมาตรา 88 วรรคหนึ่ง ในกรณีนี้จะต้องยื่นก่อนวันหยุดดังนั้นวันที่ 1 มีนาคม อันเป็นวันศุกร์นั้นจะถือเป็นวันสุดท้ายแทน โดยการยื่นบัญชีระบุพยานครั้งแรกจะแตกต่างจากการยื่นบัญชีระบุพยานเพิ่มเติมที่นับตามกฎหมายแพ่งทั่วไป คือถ้าหากวันยื่นบัญชีระบุพยานเพิ่มเติมนั้นตรงกับวันหยุดหรือวันสุดท้ายในการยื่นบัญชีระบุพยานเพิ่มเติม ก็สามารถไปยื่นในวันราชการถัดไปได้ จึงสรุปในเรื่องไม่น้อยกว่า 7 วัน ตามตัวอย่างเช่น กำหนดสืบพยานวันที่ 10 มีนาคม 2566 นับ 7 ถอย 1(วันสุดท้ายที่จะต้องยื่น) โดยแบ่งวันเป็น 9 8 7 6 5 4 3 (7วัน ถอยจาก 10 ) และถอยอีก 1 คือวันที่ 2 มีนาคม 2566 หากเป็นวันราชการตามปกติก็จะถือว่าเป็นวันสุดท้ายที่จะต้องยื่นบัญชีระบุพยานครั้งแรก แต่ถ้าหากตรงกับวันหยุดอันเป็นวันเสาร์ ก็จะต้องยื่นบัญชีระบุพยานในวันที่ 1 มีนาคม 2566 อันเป็นวันศุกร์ โดยการยื่นตามตัวอย่างนี้จะต้องยื่นก่อนวันหยุดเท่านั้นไม่สามารถนับวันอาทิตย์แล้วไปยื่นวันจันทร์อีกทีไม่ได้

                   หากประสงค์ยื่นพยานเอกสารในบัญชีระบุพยานครั้งแรก ก็จะต้องระบุชื่อเอกสาร รวมถึงระบุสภาพของเอกสาร เช่นต้นฉบับสัญญากู้ เป็นต้น โดยการระบุเอกสารต้นฉบับหากวันสืบพยานนั้นไม่สามารถนำเอกสารต้นฉบับมาสืบพยานได้ เช่น ต้นฉบับเอกสารนั้นถูกทำลาย ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 93(2) ก็สามารถสืบสำเนาเอกสารดังกล่าวแทนต้นฉบับได้ ส่วนน้ำหนักของสำเนาเอกสารในพยานหลักฐานนั้นว่ากันต่อไปอีกที และหากกรณียื่นบัญชีระบุพยานครั้งแรกโดยอ้างเป็นสำเนาเอกสารและใช้ข้อยกเว้นไม่ยอมส่งสำเนาให้แก่อีกฝ่ายโดยอ้างว่าเอกสารดังกล่าวนั้นอยู่ในความครอบครองของบุคคลภายนอก ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 90(2) แต่พอมาถึงวันสืบพยานจะนำต้นฉบับเอกสารนั้นซึ่งอยู่ในความครอบครองของตัวเองมาสืบพยานไม่ได้ถือเป็นเจตนาหลีกเลี่ยงไม่ยอมส่งสำเนา

                   หากประสงค์ยื่นพยานบุคคล กับพยานผู้เชี่ยวชาญ ตามมาตรา 88 วรรคหนึ่ง กำหนดว่าจะต้องระบุชื่อบุคคล และระบุที่อยู่ของพยาน และหากบุคคลนั้นมีตำแหน่งก็ย่อมสามารถระบุตำแหน่งงานของคนๆนั้นได้ เช่นข้าราชการ และหากกรณีพยานบุคคลมา แต่ที่อยู่นั้นหากระบุว่า ที่อยู่ของพยานนั้นจะเสนอต่อศาลในวันขอออกหมายเรียก ถือว่ากรณีนี้เป็นการยื่นบัญชีระบุพยานไม่ชอบ ตามมาตรา 88 วรรคหนึ่งนี้ศาลย่อมไม่รับบัญชีระบุพยานดังกล่าวได้ ส่วนในกรณีพยานบุคคลที่ไม่ได้หมายเรียกเข้ามาในคดีแต่จะนำตัวพยานบุคคลนั้นมาศาลนั้นไม่จำเป็นต้องระบุที่อยู่ของพยานก็ได้โดยศาลถือว่าเป็นการยื่นบัญชีระบุพยานที่ชอบด้วยกฎหมายแล้ว หากคู่ความตัวโจทก์ จำเลย หรือผผู้รับมอบอำนาจโจทก์จำเลยนั้นหากต้องการเบิกความก็จะต้องระบุในบัญชีระบุพยานด้วย

                   ในส่วนของพยานวัตถุนั้นจะต้องระบุว่าวัตถุนั้นเป็นวัตถุอะไร เช่นภาพถ่ายที่ดินพิพาท หรือหากเป็นสถานที่ก็จะต้องระบุว่าสถานที่นั้นเป็นสถานที่อะไรและสถานที่นั้นอยู่ที่ไหน เช่นประสงค์ให้ศาลไปตรวจที่เกิดเหตุจริง

                   แต่พยานผู้เชี่ยวชาญจะต้องระบุในคำขอไว้ในบัญชีระบุพยานถ้าประสงค์ขอให้ศาลแต่งตั้งพยานผู้เชี่ยวชาญให้ เช่น ขอให้ตั้งผู้เชี่ยวชาญที่เป็นวิศวกรการก่อสร้าง ก็ไม่จำต้องระบุชื่อที่อยู่แต่อย่างใด แต่ถ้าพยานผู้เชี่ยวชาญนั้นเป็นพยานที่คู่ความนั้นประสงค์จะนำมาเอง ก็จะคล้ายพยานบุคคลทั่วไปคือจะต้องระบุชื่อ ที่อยู่ของพยาน

                   การยื่นบัญชีระบุพยานในครั้งแรกนั้น จะต้องยื่นต่อศาล 1 ฉบับ และส่งสำเนาให้คู่ความฝั่งตรงข้ามอีก 1 ฉบับ โดยฝากไว้กับเจ้าหน้าที่ศาลตามบัลลังก์ที่พิจารณาในคดีๆนั้นๆ โดยเราไม่ต้องจัดส่งทางไปรษณีย์แต่อย่างใด แตกต่างจากการส่งสำเนาเอกสารให้คู่ความที่จะต้องจัดส่งสำเนาเอกสารเองหรือให้ศาลนั้นเป็นคนส่งให้ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 90

                   การยื่นบัญชีระบุพยานเพิ่มเติม คือ ถ้าหากคู่ความฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งนั้นต้องการยื่นบัญชีระบุพยานเพิ่มเติม ให้คู่ความนั้นยื่นคำแถลงขอระบุพยานเพิ่มเติมต่อศาล พร้อมกับแนบบัญชีระบุพยานเพิ่มเติมและสำเนาเพิ่มเติมต่อศาลภายใน 15 วันนับแต่วันสืบพยาน

                   การยื่นบัญชีระบุพยานเพิ่มเติมจะต้องมีการยื่นบัญชีระบุพยานครั้งแรกมาแล้ว แต่เป็นกรณีที่จะขอยื่นพยานเพิ่มเติมอีก การยื่นเพิ่มเติมนี้จะต้องได้รับการอนุญาตจากศาลเสียก่อน ถ้าหากไม่เคยยื่นบัญชีระบุพยานเลยสักครั้งแต่จะขอยื่นบัญชีระบุพยานครั้งแรกจะต้องทำเป็นคำร้องขออนุญาตยื่นบัญชีระบุพยานครั้งแรกจากศาล ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 88 วรรคสาม ต่อไป

                   หรือหากตอนแรกระบุ นาย ก. ไว้ในบัญชีระบุพยานอยู่แล้วต่อมาแถลงไม่ติดใจสืบ นาย ก. แต่ต่อมากลับลำขอนำ นาย ก. สืบพยาน ก็ยังคงมีสิทธินำพยานบุคคลดังกล่าวเข้าสืบพยานได้อยู่

                   การยื่นบัญชีระบุพยานเพิ่มเติมเป็นสิทธิของคู่ความเองโดยไม่ต้องร้องขออนุญาตต่อศาลก่อน โดยคู่ความนั้นจะต้องทำเป็นคำแถลงขอระบุพยานเพิ่มเติม และยื่นบัญชีระบุพยานเพิ่มเติมยื่นต่อศาล และยื่นสำเนาบัญชีระบุพยานเพิ่มเติมต่อศาลเพื่อให้เก็บไว้ให้คู่ความอีกฝ่ายนึงมารับไปจากศาล โดยจะต้องยื่นภายใน 15 วัน นับตั้งแต่วันสืบพยานครั้งแรก โดยนับวันต่อไปเป็นวันแรกตามหลักกฎหมายแพ่ง ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 193/3 ตัวอย่างเช่น สืบพยาน 10 มีนาคม เริ่มนับวันถัดไปคือ 11 มีนาคม นับไป 15 วัน 12 13 14 15 16 17 18 19 20 21 22 23 24 25 จะ 15 วัน ในวันที่ 25 มีนาคม โดยถือเป็นวันสุดท้ายที่สามารถยื่นบัญชีระบุพยานเพิ่มเติม แต่ถ้าวันที่ 25 มีนาคม นั้น เป็นวันตรงกับวันหยุดคือวันเสาร์ก็สามารถไปยื่นในวันจันทร์วันราชการต่อไปได้

                   การขออนุญาตยื่นบัญชีระบุพยาน คือ หากระยะเวลายื่นบัญชีระบุพยานครั้งแรก หรือยื่นบัญชีระบุพยานเพิ่มเติม นั้นได้สิ้นสุดลงแล้ว โดยหากมีเหตุอันสมควรว่าคู่ความเองอาจไม่ทราบว่าจะต้องนำพยานหลักฐานบางอย่างมาสืบเพื่อประโยชน์ของตัวคู่ความเอง หรือไม่ทราบว่าพยานหลักฐานบางอย่างนั้นมีอยู่หรือมีเหตุอันสมควรอื่นใด หรือคู่ความมีเหตุอันสมควรที่ศาลพอใจได้ว่าคู่ความนั้นไม่สามารถยื่นบัญชีระบุพยานในระยะเวลาดังกล่าวข้างต้นได้ จากกรณีทั้ง 4 กรณีนั้นคู่ความจะต้องยื่นคำร้องขออนุญาตอ้างพยานหลักฐานเช่นว่านั้นต่อศาลพร้อมบัญชีระบุพยานและสำเนาบัญชีระบุพยาน โดยสามารถยื่นได้ไม่ว่าเวลาใดๆ ก่อนพิพากษาคดี ถ้าศาลพิจารณาคำร้องแล้วเห็นว่าสมควร ศาลก็จะอนุญาตให้ยื่นบัญชีระบุพยานได้

                   ตามมาตรา 88 วรรคสาม นั้นเป็นกรณีที่ไม่ยอมยื่นบัญชีระบุพยานครั้งแรก ตามมาตรา 88 วรรคหนึ่ง หรือไม่ยอมยื่นบัญชีระบุพยานเพิ่มเติม ตามมาตรา 88 วรรคสอง ซึ่งหากเคยยื่นบัญชีระบุพยานครั้งแรกมาแล้ว หรือเคยยื่นบัญชีระบุพยานครั้งแรกและยื่นบัญชีระบุพยานเพิ่มเติม แต่จะยื่นบัญชีระบุพยานเพิ่มเติมครั้งที่สองอีก หรืออาจไม่เคยยื่นบัญชีระบุพยานมาเลยก็ตามตามมาตรา 88 วรรคสาม นี้คู่ความย่อมมีสิทธิยื่นคำร้องขออนุญาตยื่นบัญชีระบุพยาน ตามมาตรา 88 วรรคสาม นี้ได้ เช่น จำเลยไม่มาศาลเลยสืบพยานเลยซึ่งโจทก์ดันไม่ได้ยื่นบัญชีระบุพยานมาในตอนยื่นฟ้องดังนั้นโจทก์ก็ต้องยื่นคำร้องขออนุญาตยื่นบัญชีระบุพยาน ตามมาตรา 88 วรรคสามนี้

                   โดยในคำร้องขออนุญาตยื่นบัญชีระบุพยานนั้นคู่ความจะต้องแสดงเหตุผลอันสมควร โดยเหตุผลดังกล่าวได้แก่ หนึ่งคู่ความมีเหตุผลอันสมควรว่าจะต้องนำพยานหลักฐานนั้นมาสืบเพื่อประโยชน์หรือของคู่ความเอง สองคู่ความนั้นไม่ทราบว่าพยานหลักฐานนั้นยังคงมีอยู่ สามคู่ความนั้นมีเหตุสมควรอื่น ตัวอย่างเช่น ขณะโจทก์เบิกความพยานเสร็จในวันสืบพยานโจทก์ โดยคำพิพากษาในอีกคดีหนึ่งนั้นพึ่งออกมาโจทก์จะขออ้างคำพิพากษาในคดีดังกล่าวที่พึ่งออกมาดังกล่าวในการใช้สืบพยานในคดีนี้ได้ซึ่งศาลอนุญาต

                   ในการขออนุญาตนี้จะต้องทำเป็นคำร้องไม่ใช่เอกสารคำแถลงดังนั้นศาลไม่รับเอกสารดังกล่าว โดยมาตรา 88 วรรคสาม นี้จะต้องทำเป็นคำร้องขอ แต่มาตรา 87(2) นั้นแม้ไม่มีการยื่นคำร้องเข้ามาเลยก็จะอยู่ที่ดุลยพินิจของศาลในการอนุญาตรับฟังพยานหลักฐานล

                   ผลของการไม่ยื่นบัญชีระบุพยาน คือห้ามไม่ให้ศาลรับฟังเป็นพยานหลักฐานถือเป็นการนำพยานหลักฐานเข้าสู่สำนวนโดยไม่ชอบด้วยกฎหมาย ศาลไม่อาจรับฟังเป็นพยานหลักฐานได้ ตามมาตรา 87(2) ประกอบมาตรา 88 นี้

                   แต่ข้อกยกเว้นไม่ต้องยื่นบัญชีระบุพยาน คือเมื่อคู่ความนั้นได้แนบเอกสารดังกล่าวมาในคำคู่ความแล้วเช่นแนบมาในคำฟ้อง หรือแนบมาในคำให้การ และคู่ความนั้นทราบดีของการมีเอกสารนั้นโดยสามารถตรวจสอบความถูกต้องของเอกสารนั้นได้ ถือว่าคู่ความนั้นไม่ต้องยื่นบัญชีระบุพยานเกี่ยวกับพยานหลักฐานดังกล่าวที่ยอยู่ท้ายคำฟ้องหรือท้ายคำให้การก็ได้ ฎ.9501/2542 ที่เอกสารแนบท้ายคำฟ้องนั้นไม่ต้องส่งสำเนาเอกสารให้อีกฝ่ายหนึ่งตาม มาตรา 90 โดยการไม่ส่งสำเนาเอกสารแนบท้ายนี้ย่อมรับฟังเป็นพยานหลักฐานได้ แต่พยานเอกสารนั้นก็ยังคงต้องปฏิบัติตามบทบัญญัติอื่นว่าด้วยการสืบพยานเอกสาร

                   แต่ในส่วนของเอกสารประกอบการถามค้าน เป็นเอกสารที่คู่ความนั้นไม่ได้คิดจะอ้างอิงเป็นพยานหลักฐานนั้นตั้งแต่แรกแต่หากพยานคู่ความฝ่ายที่ต้องเบิกความนั้นดันเบิกความรับรองถึงเอกสารประกอบการถามค้านดังกล่าว คู่ความที่ใช้เอกสารประกอบการถามค้านนั้นย่อมสามารถใช้อ้างเป็นพยานหลักฐานเข้าสู่สำนวนต่อศาลได้โดยไม่ต้องยื่นบัญชีระบุพยาน

                   หรือสำนวนคดีอื่นที่คู่ความทุกฝ่ายนั้นอ้างศาลก็สามารถนำมาประกอบการพิจารณาคดีใดคดีหนึ่งได้โดยไม่ต้องยื่นบัญชีระบุพยาน

                 หรือฟ้องมาในสำนวนคดีแพ่ง และอาญาในสำนวนเดียวกัน ก็คือทำบัญชีระบุพยานนั้นรวมมาเลยโดยไม่ต้องจัดทำบัญชีระบุพยานแยก

                   หรือคดีมโนสาเร่ ตามมาตรา 193 ตรี ไม่ต้องยื่นบัญชีระบุพยานก็ได้ โดนศาลต้องสอบถามคู่ความและจดลงรายงานเกี่ยวกับพยานที่จะนำสืบคดีได้

 

         

นายพีรกร สุขสุเมฆ

ผู้เขียน

ทนายความ