บทความทนายชวนคิด ตอนที่ 32 สำคัญผิด
บทความทนายชวนคิด ตอนที่ 32 สำคัญผิด
ในทางความผิดทางอาญานั้นคือการที่บุคคลได้มีการกระทำการอย่างใดอย่างหนึ่ง โดยบุคคลดังกล่าวนั้นอาจกระทำการดังกล่าวด้วยความเข้าใจผิดได้ ซึ่งเราจะเรียกความเข้าใจแบบนี้ว่า “ความสำคัญผิด” ซึ่งความสำคัญผิดนั้นแบ่งออกเป็นสองอย่างคือ 1.สำคัญผิดในข้อเท็จจริง กับ 2.สำคัญผิดในข้อกฎหมาย
1.สำคัญผิดในข้อเท็จจริง หรือเรียกอีกอย่างหนึ่งว่าการไม่รู้ในข้อเท็จจริงดังกล่าว
1.1 ความไม่รู้ในข้อเท็จจริงอันเป็นองค์ประกอบความผิด ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 59 วรรค 3 ได้อธิบายว่า การไม่รู้ข้อเท็จจริงอันเป็นองค์ประกอบความผิด หมายถึงการไม่รู้ข้อเท็จจริงอันเป็นองค์ประกอบภายนอกของความผิดเท่านั้น ไม่เกี่ยวกับองค์ประกอบภายในของความผิดนั้นๆ การไม่รู้ข้อเท็จจริงอันเป็นองค์ประกอบของความผิดนี้ ทำให้ผู้กระทำความผิดนั้นถือว่าไม่ได้มีเจตนากระทำผิด เพราะการกระทำโดยเจตนานั้นจะต้องกระทำโดยรู้สำนึกในการกระทำและในขณะเดียวกันผู้กระทำความผิดนั้นย่อมต้องประสงค์ต่อผลหรือย่อมเล็งเห็นผลในการกระทำนั้นได้ ตัวอย่างเช่น องค์ประกอบความผิดลักทรัพย์ เอาไป ทรัพย์ของผู้อื่นหรือที่ผู้อื่นเป็นเจ้าของรวมอยู่ด้วย โดยทุจริต ซึ่งถ้าหากได้มีการเอาไปจริงแต่ถ้าทรัพย์นั้นเป็นของตัวเองแต่ได้นำไปฝากคนอื่นไว้ เช่นนี้ย่อมไม่มีความผิด เพราะทรัพย์ที่เอาไปนั้นเป็นทรัพย์ของตนเอง แต่ในทางกลับกันถ้าได้เอาทรัพย์ของผู้อื่นไปโดยเข้าใจว่าทรัพย์ดังกล่างนั้นเป็นของตนเองก็ย่อมไม่มีความผิดอีกเช่นกัน เพราะผู้กระทำความผิดที่เอาทรัพย์ของคนอื่นไปนั้นย่อมไม่รู้ข้อเท็จจริงอันเป็นองค์ประกอบของความผิดจะถือว่ามีเจตนาทุจริตเอาทรัพย์ของผู้อื่นไปไม่ได้
โดยการไม่รู้ข้อเท็จจริงอันเป็นองค์ประกอบความผิดถือว่าผู้กระทำความผิดนั้นไม่ได้มีเจตนากระทำความผิดเท่านั้น แต่ถ้าการที่ไม่รู้ข้อเท็จจริงดังกล่าวนั้นเกิดขึ้นด้วยความประมาทผู้กระทำความผิดนั้นย่อมก็ต้องรับโทษทางอาญาอยู่ดีแม้จะกระทำโดยประมาทก็ตาม
1.2 ข้อเท็จจริงใดถ้าหากมีอยู่จริงจะทำให้การกระทำไม่เป็นความผิดแม้ข้อเท็จจริงนั้นจะไม่มีอยู่จริงแต่ผู้กระทำสำคัญผิดว่ามีอยู่จริงผู้กระทำย่อมไม่มีความผิด ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 62 หมายถึงข้อเท็จจริงที่ทำให้การกระทำความผิดนั้นไม่เป็นความผิด แต่การไม่เป็นความผิดนั้นหมายถึงความผิดที่กระทำผิดโดยเจตนาเท่านั้น ถ้าความสำคัญผิดนั้นเกิดขึ้นด้วยความประมาท และการกระทำนั้นจะต้องรับผิดแม้จะกระทำโดยประมาทก็ตาม บุคคลนั้นก็ยังคงต้องรับโทษฐานกระทำโดยประมาท เช่นการป้องกันโดยชอบ ตามมาตรา 68 ของประมวลกฎหมายอาญา เป็นต้น
1.3 ข้อเท็จจริงใดถ้ามีอยู่จริงจะทำให้ผู้กระทำไม่ต้องรับโทษแม้ข้อเท็จจริงนั้นจะไม่มีอยู่จริงแต่ผู้กระทำสำคัญผิดว่ามีอยู่จริง ผู้กระทำย่อมได้รับการยกเว้นโทษ
กรณีที่ได้รับการยกเว้นโทษเพราะเหตุสำคัญผิด เช่น กรณี ตามมาตรา 67 ผู้กระทำนั้นสำคัญผิดว่าคนต้องกระทำโดยความจำเป็น
1.4 ข้อเท็จจริงใด ถ้ามีอยู่จริงจะทำให้ผู้กระทำความผิดได้รับโทษน้อยลง แม้ข้อเท็จจริงนั้นจะไม่มีอยู่จริง แต่ผู้กระทำสำคัญผิดว่ามีอยู่จริง ผู้กระทำย่อมได้รับโทษน้อยลง
ข้อเท็จจริงที่จะทำให้ผู้กระทำความผิดได้รับโทษน้อยลงตามนี้หมายถึงกรณีที่กฎหมายนั้นได้ให้อำนาจแก่ศาลที่จะลงโทษผู้กระทำน้อยกว่าที่กฎหมายนั้นกำหนดให้ไว้สำหรับความผิดนั้นด้วย เช่น กรณี บันดาลโทสะ ตามมาตรา 72 เป็นต้น
1.5 บุคคลนั้นจะต้องรับโทษหนักขึ้นโดยอาศัยข้อเท็จจริงใดบุคคลนั้นจะต้องได้รู้ข้อเท็จจริงนั้น
เช่น ความผิดฐานฆ่าคนตาย ตามมาตรา 288 มีโทษอยู่สามสถาน คือ ประหารชีวิต จำคุกตลอดชีวิต หรือจำคุกตั้งแต่สิบห้าปีถึงยี่สิบปี ซึ่งเป็นความผิดฐานฆ่าคนธรรมดา แต่ถ้าฆ่าบุคคลตามมาตรา 289 คือ ฆ่าบุผการี หรือฆ่าเจ้าพนักงาน ผู้กระทำความผิดย่อมได้รับโทษฐานฆ่าคนธรรมดาตาม 288 เท่านั้น หาต้องรับโทษหนักขึ้นตามมาตรา 289
1.6 ความสำคัญผิดในตัวบุคคล ตามมาตรา 61 เป็นความสำคัญผิดในตัวบุคคลซึ่งเมื่อผู้กระทำความผิดนั้นได้กระทำความผิดไปแล้วไม่ว่าจะได้กระทำต่อบุคคลใดบุคคลหนึ่งก็ถือว่าเป้นความผิดทั้งนั้นจะยกเอาความสำคัญผิดมาเป็นข้อแก้ตัวไม่ได้ ซึ่งหมายถึงการที่ผู้กระทำความผิดนั้นได้เข้าใจผิดไปกระทำความผิดต่อบุคคลอื่นซึ่งเป็นคนละคน
2. ความสำคัญผิดในข้อกฎหมาย หมายถึงกรณีที่ผู้กระทำความผิดนั้นไม่รู้ว่าการกระทำของตนเอง นั้นเป็นการกระทำผิดต่อกฎหมาย ตามมาตรา 64 ประมวลกฎหมายอาญา ซึ่งจากบทบัญญัติดังกล่าวนั้นกฎหมายยอมรับว่าผู้ที่ไม่รู้กฎหมาย แต่หลักกฎหมายต้องถือว่าทุกคนนั้นย่อมต้องรู้ถึงกฎหมาย และผู้ที่กระทำการฝ่าฝืนกฎหมายนั้นจะต้องรับโทษ จะแก้ตัวว่าตนเองไม่รู้กฎหมายเพื่อให้พ้นความรับผิดในทางอาญาไม้ได้ แต่อย่างไรก็ตามก็ยังมีข้อยกเว้นอยู่บ้างกล่าวคือให้ศาลนั้นมีอำนาจในการลงโทษน้อยกว่าที่กฎหมายกำหนดไว้สำหรับความผิดนั้นเพียงใดก็ได้
นายพีรกร สุขสุเมฆ
ผู้เขียน
ทนายความ