11-ภูมิลำเนาของจำเลย

ภูมิลำเนาของจำเลย

จากบทความที่แล้วเราพูดถึงเรื่อง “มูลคดีเกิด” บทคความนี้เราจะมาพูดถึงเรื่อง ภูมิลำเนาของจำเลยการนำเสนอคำฟ้องต่อศาลตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา ๔ (๑) กำหนดไว้ว่า “คำฟ้องให้เสนอต่อศาลที่จำเลยมีภูมิลำเนาอยู่ในเขตศาล หรือต่อศาลที่มูลคดีเกิดในเขตศาลไม่ว่าจำเลยจะมีภูมิลำเนาอยู่ในราชอาณาจักรหรือไม่” เมื่อพิจารณาจากตัวบทดังกล่าวจะเห็นได้ว่า สามารถฟ้องคดีได้สองแห่ง ได้แก่ สถานที่ที่เป็นภูมิลำเนาของจำเลย และสถานที่ที่มูลคดีเกิด ในบทความนี้เราจะพูดถึงเรื่อง “ภูมิลำเนา”

การเสนอคำฟ้องต่อศาลในกรณีทั่วไปกำหนดให้สิทธิแก่โจทก์เลือกที่จะฟ้องจำเลยต่อศาลใดศาลหนึ่งโดยไม่ต้องขออนุญาตศาลก่อน คือ ศาลที่จำเลยมีภูมิลำเนาในเขตศาล หรือศาลที่มูลคดีเกิดขึ้นในเขตศาล

ศาลที่จำเลยมีภูมิลำเนาอยู่ในเขตศาล คือที่ใดต้องถือขณะที่ยื่นคำฟ้องเป็นหลัก

1. บุคคลธรรมดา ต้องถือเอาที่อยู่ที่บุคคลนั้นมีสถานที่อยู่เป็นสำคัญ ถ้ามีถิ่นที่อยู่หลายแห่งสับเปลี่ยนกันไป ให้ถือเอาแห่งใดแห่งหนึ่งเป็นภูมิลำเนา กรณีหากไม่มีที่อยู่เป็นหลักแหล่ง หรือปราศจากหลักแหล่งที่ทำงาน หากพบตัวที่ไหนให้ถือว่าที่นั้นเป็นภูมิลำเนา สำหรับภูมิลำเนาของผู้ถูกจำคุกกฎหมายกำหนดภูมิลำเนาของผู้ถูกจำคุกตามคำพิพากษา ได้แก่ เรือนจำหรือทัณฑสถานที่ถูกจำคุกอยู่จนกว่าจะได้รับการปล่อยตัว

2. นิติบุคคล ได้แก่ ถิ่นอันเป็นที่ตั้งสำนักงานแห่งใหญ่ หรือที่ตั้งทำการหรือถิ่นที่ได้เลือกเอาเป็นภูมิลำเนาเฉพาะกาลตามข้อบังคับของบริษัท กรณีที่มีที่ตั้งทำการหลายแห่ง หรือมีสำนักงานสาขา ถิ่นที่ตั้งของที่ทำการหรือสำนักงานนั้นเป็นภูมิลำเนาในกิจการอันกระทำนั้น

สรุป การยื่นฟ้องคดีต่อจำเลยตามภูมิลำเนานั้น ต้องพิจารณาจากถิ่นที่อยู่ที่จำเลยมีสถานที่อยู่เป็นสำคัญ ซึ่งหากจำเลยมีภูมิลำเนาหลายแห่งให้ถือเอาแห่งใดแห่งหนึ่งเป็นภูมิลำเนาของจำเลย

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ ๑๖๘๑/๒๕๑๕ คดีแพ่งที่ต้องเสนอคำฟ้องต่อศาลที่จำเลยมีภูมิลำเนาอยู่ในเขตศาลนั้น เมื่อปรากฏว่าจำเลยมีถิ่นที่อยู่สองแห่งคือ ที่จังหวัดราชบุรีซึ่งเป็นภูมิลำเนาเดิมแห่งหนึ่งกับที่กรุงเทพอันเป็นที่ทำการงานเป็นปกติแห่งหนึ่ง โจทก์ยื่นฟ้องจำเลยที่ศาลจังหวัดราชบุรี จึงเป็นการชอบด้วยประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่งมาตรา ๔ แล้ว

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2129/2527 ภูมิลำเนาของนิติบุคคลได้แก่ถิ่นที่สำนักงานแห่งใหญ่ หรือที่ตั้งทำการ  หรือถิ่นที่ได้เลือกเอาเป็นภูมิลำเนาเฉพาะการตามข้อบังคับหรือตราสาร การที่สำนักงานแห่งใหญ่ของนิติบุคคลจำเลยถูกเพลิงไหม้     จะถือว่าจำเลยไม่มีภูมิลำเนาอยู่ที่เดิมตามข้อบังคับหรือตราสารจัดตั้งหาได้ไม่   ดังนี้จะถือว่า   กรณีเป็นเรื่องไม่สามารถส่งหมายเรียกและสำเนาคำฟ้องโดยวิธีธรรมดาได้ยังไม่ชอบ   การที่ศาลชั้นต้นมีคำสั่งอนุญาตให้ประกาศโฆษณาทางหนังสือพิมพ์แทนการส่งหมายเรียกและสำเนาคำฟ้องโดยวิธีธรรมดา  จึงเป็นการขัดต่อ ป.ว.พ.ม.79 จะถือว่าจำเลยได้ทราบประกาศการส่งหมายเรียกและสำเนาคำฟ้องแล้วโดยผลของกฎหมายไม่ได้ ต้องส่งใหม่

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2680/2551

           จำเลยอยู่กับครอบครัวที่บ้านเลขที่ 44/16 ส่วนบ้านเลขที่ 62/2 เป็นที่ทำการพรรคประชาธิปัตย์เขต 10 ท้องที่อำเภอปากพนัง ซึ่งจำเลยได้แจ้งย้ายเข้าไปอยู่เพื่อสมัครเป็นสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรตั้งแต่ปี 2529 จนบัดนี้ยังไม่แจ้งย้ายไปอยู่แห่งใหม่ โดยจำเลยอยู่ที่บ้านเลขที่ 62/2 ในวันเสาร์ อาทิตย์ และจันทร์ ที่ทำการพรรคดังกล่าวเป็นที่ทำการของสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรของพรรคฯ มีเจ้าหน้าที่หมุนเวียนประจำอยู่ จำเลยได้แจ้งที่อยู่ดังกล่าวให้พนักงานสอบสวนซึ่งเป็นที่อยู่ที่สะดวกแก่การติดต่อ ดังนี้ บ้านเลขที่ 62/2 จึงเป็นทั้งภูมิลำเนาและเป็นหลักแหล่งที่ทำการตามปกติของจำเลย ถือได้ว่าจำเลยมีถิ่นที่อยู่หลายแห่งตาม ป.พ.พ. มาตรา 38 การที่โจทก์มีหนังสือให้จำเลยส่งตัวผู้ต้องหาแก่โจทก์ โดยส่งไปยังบ้านเลขที่ 62/2 จึงเป็นการส่งตามภูมิลำเนาของจำเลยแล้ว เมื่อมีผู้รับหนังสือแทนโดยชอบ จำเลยไม่ส่งผู้ต้องหาให้แก่โจทก์ตามกำหนดนัด จำเลยจึงผิดสัญญา

โดย นายสุกฤษฎิ์  เจริญสมบัติ (ทนายก้อง)