บทความ28พยานหลักฐานในทางการแพทย์ตอนที่1

พยานหลักฐานในทางการแพทย์ ตอนที่ 1

            หากต้องการพูดถึงคดีทางการแพทย์แล้ว สิ่งสำคัญที่ไม่ว่าจะเป็นทั้งทางฝ่ายของแพทย์เองหรือตัวของผู้ป่วยเองนั้น พูดได้เลยว่า“เวชทะเบียน” เป็นสิ่งที่ไม่อาจมองข้ามไปได้

            ดังนั้นแล้ว ก่อนที่เราจะไปทราบถึงเรื่องของกฎหมายลักษณะพยานและหลักฐานในทางการแพทย์ และพะราชบัญญัติวิธีพิจารณาคดีผู้บริโภค มาตรา 29 เราต้องมาทำความเข้าใจในสิ่งที่เรียกว่า “เวชทะเบียน” กันเสียก่อน

            โดย ความหมายของ เวชทะเบียน หรือ medical record หมายถึง เอกสารทางการแพทย์ทุกประเภท ที่ใช้บันทึกและเก็บรวบรวมเรื่องราวประวัติของผู้ป่วยทั้งประวัติส่วนตัว ประวัติครอบครัว ประวัติการแพ้ยา เอกสารการยินยอมให้ทำการรักษาพยาบาล ประวัติการเจ็บป่วยในอดีตและปัจจุบัน ข้อมูลบ่งชี้เฉพาะของบุคคล การรักษาพยาบาล ค่ารักษาพยาบาล ผลจากห้องปฏิบัติการ ผลการชันสูตรบาดแผลหรือพลิกศพ ผลการบันทึกค่าทั้งที่เป็นตัวเลข ตัวอักษร รูปภาพหรือเครื่องหมายอื่นใด จากอุปกรณ์ เครื่องมือในสถานบริการสาธารณสุขหรือเครื่องมือทางการแพทย์ทุกประเภท หรือเอกสารการบันทึกการกระทำใด ๆ ที่เป็นการสั่งการรักษา การปรึกษาเพื่อการรักษาพยาบาล การส่งต่อผู้ป่วยไปทำการรักษาที่อื่น การรับผู้ป่วยรักษาต่อ การกระทำตามคำสั่งของผู้มีอำนาจในการรักษาพยาบาลตามที่สถานบริการสาธารณสุขกำหนดไว้ เอกสารอื่น ๆ ที่ใช้ประกอบเพื่อการตัดสินใจทางการแพทย์ เพื่อการประสานงานในการรักษาพยาบาลผู้ป่วย และเอกสารอื่นใดที่ทางองค์การอนามัยโลก หรือสถานบริการสาธารณสุขกำหนดไว้ว่าเป็นเอกสารทางเวชระเบียน หมายรวมถึงชื่อของหน่วยงานที่ทำหน้าที่ในการจัดทำเอกสารดังกล่าว การเก็บรวบรวม การค้นหา การบันทึก การแก้ไข การให้รหัสโรค การจัดทำรายงานทางการแพทย์ การนำมาจัดทำสถิติผู้ป่วย การนำมาเพื่อการศึกษาวิจัย หรือเพื่อการอื่นใดตามที่สถานบริการสาธารณสุขกำหนด นอกจากนี้ยังรวมถึงเอกสารทางการแพทย์ที่อยู่ในรูปแบบสื่อดิจิตอล หรือระบบอิเลคทรอนิกส์ (Electronic Medical Record -EMR) ซึ่งเป็นรูปแบบของเวชระเบียนที่มีการพัฒนาขึ้นในปัจจุบัน[1]

            จะเห็นได้ว่า ประวัติในทุกๆอย่างของตัวผู้ป่วยจะถูกจัดเก็บเอาไว้ในฐานระบบของเวชทะเบียน จึงไม่แปลกที่เวชทะเบียนนั้นจะถือว่าเป็นพยานหลักฐานที่มีความสำคัญอย่างยิ่งที่ศาลจะให้คู่ความนำมาศาลเพื่อใช้สืบพยาน

            ซึ่งความหมายของคำว่า “พยานหลักฐาน” ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 226 กล่าวว่า “พยานหลักฐาน คือ พยานวัตถุ พยานเอกสาร หรือพยานบุคคล ตลอดจนหลักฐานต่างๆซึ่งอาจจะเป็นเครื่องพิสูจน์การกระทำความผิดได้”

            อาจกล่าวได้ว่า พยานหลักฐาน (Evidence) เป็นสิ่งที่พิสูจน์ข้อเท็จจริงจริงที่มีการกล่าวอ้างในการดำเนินคดี ไม่ว่าจะเป็นทั้งทางแพ่งหรือทางอาญา โดยส่วนมากแล้วนั้นจะมีคู่ความสองฝ่าย คือ โจทก์และจำเลย ทั้งสองฝ่ายต่างกล่าวอ้างข้อเท็จจริงต่างๆ เพื่อสนับสนุนข้อกล้าวหาหรือแก้ข้อกล่าวหาของตน ข้อเท็จจริงเหล่านี้ย่อมตรงกันหรือขัดแย้งกัน ดังนั้นคู่ความแต่ละฝ่ายจึงมีความจำเป็นที่ต้องหาทางพิสูจน์ข้อกล่าวอ้างของตนให้ศาลเชื่อ โดยนำพยานหลักฐานมาแสดงยืนยันข้อเท็จจริง[2] การอ้างพยานหลักฐานนั้นไม่ใช่ว่าจะกล่าวอ้างสิ่งใดขึ้นมาก็ได้ แต่ต้องเป็นหลักฐานที่มีความเกี่ยวข้องโดยตรงกับคดี และสามารถรับฟังได้ว่ามีมูลความจริง แม้พยานหลักฐานใดที่คู่ความนำมาสืบเข้ามาในคดีแล้วก็ตาม แต่ศาลไม่ยอมรับก็ไม่ถือว่าเป็นพยานหลักฐานในคดี อีกทั้งพยานหลักฐานที่ศาลตัดออกหรือไม่รับฟัง ก็ไม่เป็นข้อเท็จจริงที่เกิดจากการพิสูจน์พยานหลักฐานนั้นๆ[3] นั้นเพราะว่าความสำคัญของพยานหลักฐานอยู่ที่การยอมรับของศาล หากศาลรับฟังไว้พิจารณาก็ถือว่าพยานนั้นมีน้ำหนักรับฟังได้ ซึ่งมีอิทธิพลบต่อการพิจารณาพิพากษาของศาลในการตัดสินหรือลงโทษผู้กระทำผิด

 

สัตวทนาย

(สัตว์-แพทย์-ทนาย)


[1] แสงเทียน อยู่เถา. (2556).เวชทะเบียน. กรุงเทพฯ: มิสเตอร์ก๊อปปี้ (ประเทศไทย).

[2] เข็มชัย ชุติวงศ์. “คำอธิบายกฎหมายลักษณะพยาน”.(สำนักพิมพ์นิติบรรณกร)

[3] เฉลิมวุฒิ สาระกิจ.”ถาม-ตอบพลายหลักฐาน”.บทที่ 2 ความหมายและประเภทของพยานหลักฐาน