ลูกหนี้เป็นหนี้เจ้าหนี้ตามคำพิพากษา
ลูกหนี้เป็นหนี้เจ้าหนี้ตามคำพิพากษา แต่ได้ขวนขวายหาเงินมาชำระหนี้แก่เจ้าหนี้ และมิได้เป็นหนี้เจ้าหนี้รายอื่น ไม่มีเหตุอันควรให้ลูกหนี้ล้มละลาย
บุคคลล้มละลาย คือ บุคคลธรรมดาหรือนิติบุคคลถูกศาลพิพากษาสั่งให้เป็น บุคคลล้มละลาย สาเหตุมาจาการที่บุคคลเหล่านั้นถูกตัดสินว่ามีหนี้สิ้นล้นพ้นตัว หรือมีหนี้สินมากจนไม่สามารถชำระเงินคืนเจ้าหนี้ได้ โดยเจ้าหนี้จะเป็นผู้มีสิทธิฟ้องล้มละลายลูกหนี้ได้ในกรณีดังต่อไปนี้
1. กรณีเป็นบุคคลธรรมดา ต้องมีหนี้สินมากกว่า 1 ล้านบาท
2. กรณีเป็นนิติบุคคล มีหนี้สินมากกว่า 2 ล้านบาท
การที่ศาลจะมีคำพิพากษาให้บุคคลใดล้มละลาย ศาลต้องพิจารณาให้ได้ความจริงว่าบุคคลดังกล่าวมีหนี้สิ้นล้นพ้นตัว หรือมีหนี้สินมากจนไม่สามารถชำระเงินคืนเจ้าหนี้ได้ หรือถ้าได้ความจริงว่าลูกหนี้อาจจะชำระหนี้ได้ทั้งหมด หรือมีเหตุอื่นที่ไม่ควรให้ลูกหนี้ล้มละลาย ศาลอาจมีคำพิพากษายกฟ้องได้ ตามแนวคำพิพากษาศาลฎีกา ดังนี้
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1885/2542
เมื่อโจทก์บังคับคดีแล้ว จำเลยทั้งสองได้ผ่อนชำระเงินให้แก่ โจทก์ครั้งละ 10,000 บาทบ้าง ครั้งละ 15,000 บาทบ้างเป็นระยะเวลานานถึง 13 ครั้ง แสดงว่าจำเลยทั้งสองได้ขวนขวายรวบรวมเงินที่จะชำระหนี้ให้แก่โจทก์ ยังมิได้ละเลยที่จะไม่ปฏิบัติตามคำพิพากษาแม้จำเลยทั้งสองเป็นหนี้โจทก์ แต่การที่จะให้บุคคลใดสมควรเป็นบุคคลล้มละลายนั้น ใช่แต่ฟังว่าลูกหนี้เป็นหนี้แล้วต้องเป็นบุคคลล้มละลายเสมอไป ทั้งพฤติการณ์ที่จำเลยทั้งสองเป็นหนี้โจทก์ก็สืบเนื่องมาจาก การค้าขายขาดทุน ไม่ปรากฏว่าจำเลยทั้งสองประกอบกิจการ หรือก่อหนี้โดยทุจริตหรือประพฤติเล่นการพนัน จำเลยทั้งสอง มิได้เป็นหนี้เจ้าหนี้รายอื่น ๆ อีก โดยสภาพหากให้จำเลยทั้งสองต้องเป็นบุคคลล้มละลายแล้ว นอกจากจำเลยทั้งสองต้อง ออกจากการทำงาน จำเลยทั้งสองยังต้องขาดสภาพที่จะหาเงิน มาชำระหนี้ให้แก่โจทก์และยังก่อให้เกิดความเดือดร้อนแก่ ครอบครัวทั้งหมดอีกด้วย เมื่อจำเลยทั้งสองประกอบอาชีพเป็นหลักแหล่งมีที่ทำงานที่แน่นอนมีรายได้ตามภาวะเศรษฐกิจ ที่จะยังชำระหนี้ให้แก่โจทก์บางส่วนได้ ถือได้ว่าจำเลยทั้งสอง ยังมีความสามารถในการรวบรวมเงินชำระหนี้ กรณีจึงเป็นเหตุอื่น ที่ไม่ควรให้ลูกหนี้ (จำเลยทั้งสอง) ล้มละลายตาม พระราชบัญญัติล้มละลาย พ.ศ. 2483 มาตรา 14