บทความที่42รถติดไซเรนII

รถติดไซเรน II

            การติดสัญญาไฟและ/หรือสัญญาไซเรนกับรถนั้น แน่นอนว่าทุกคนคงทราบดีกันอยู่แล้วว่า ไม่ใช่รถทุกคันที่จะสามารถติดไซเรน หรือ “สัญญาวับวาบ” ได้ เพราะรถที่จะสามารถใช้ไซเรนได้นั้น ต้องเป็นรถที่ใช้สำหรับปฏิบัติภารกิจเร่งด่วนของเจ้าหน้าที่  ในกรณีเกิดอุบัติภัยต่างๆ หรือการปฏิบัติงานเพื่อความปลอดภัยของสาธารณชน นอกจากนี้แล้วยังต้องมีการขออนุญาตติดตั้งและใช้สัญญาณไฟวับวาบหรือไฟไซเรน ต้องได้รับอนุญาตจากสำนักงานตำรวจแห่งชาติเท่านั้น และถ้าเกิดอยากจะติดแบบไม่สนใจสิ่งใด เอาความชอบเอาความเท่ห์ของตัวเป็นที่ตั้ง แน่นอนว่าคุณจะมีความผิดตาม พระราชบัญญัติจราจรทางบก พ.ศ. 2522 มาตรา 13[1]

            แล้วทุกคนเคยสังเกตกันไหมคะ ว่ารถที่ได้รับอนุญาตให้ใช้สัญญาไฟวับวาบ นั้น แต่ละหน่วยงานเขาก็ใช้สีที่ไม่เหมือนกัน!

            โดยสีของไฟสัญญาณวับวาว หรือสัญญาไซเรน ที่สามารถใช้ได้สามารถแบ่งออกได้ดังต่อไปนี้

            1.แสงสีแดง – ใช้สำหรับรถในราชการทหาร ตำรวจ และรถดับเพลิง

            2.แสงสีแดง-น้ำเงิน – ใช้สำหรับรถพยาบาล

            3.แสงสีเหลือง – ใช้สำหรับรถอื่นๆที่ได้รับอนุญาต อาทิ มูลนิธิ ชมรม หรืออาสาต่างๆ[2]

            งั้นแสดงว่า เมื่อเราสามารถได้รับอนุญาตให้ใช้สัญญาไฟและไซเรนได้ และเมื่อเกิดเหตุฉุกเฉินขึ้นมา เราก็สามารถที่จะใช้ความเร็วบนท้องถนนเท่าไรก็ได้นะสิ !?

            คำตอบ = สามารถทำได้ ค่ะ

            แต่ถึงรถจะได้รับอนุญาตให้ใช้สัญญาฉุกเฉินได้ แต่การใช้ความเร็วนั้นก็ต้องเป็นความเร็วที่ตัวผู้ขับขี่สามารถที่จะควบคุมรถได้ และต้องคำนึงถึงความปลอดภัยของผู้ที่ใช้รถใช้ถนนด้วยกัน หรือก็คือ สามารถใช้ได้ตามสมควรแก่เหตุการณ์ค่ะ

            ตัวอย่างจาก คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 619/2510

            จำเลยขับรถยนต์ในราชการตำรวจไปตามถนนโดยใช้สัญญาณไฟแดงกระพริบและแตรไซเรนเพื่อนำคนประสพอุบัติเหตุส่งโรงพยาบาล การขับรถโดยใช้สัญญาณดังกล่าวมิได้หมายความว่าขับได้เร็วเท่าใดก็ไม่เป็นการละเมิดหากเกิดการเสียหายขึ้น แต่จะต้องขับด้วยความเร็วไม่สูงเกินกว่าที่ควรกระทำในพฤติการณ์เช่นนั้น และต้องใช้ความระมัดระวังในฐานะที่ต้องใช้ความเร็วสูงกว่าธรรมดาตามสมควรแก่พฤติการณ์เช่นนั้นด้วย

จำเลยขับรถใช้อาณัติสัญญาณไฟแดงกระพริบและเปิดแตรไซเรนมาด้วยความเร็ว 80 กิโลเมตรต่อชั่วโมง เมื่อจะขึ้นสะพานลดลงเหลือ 50 กิโลเมตรต่อชั่วโมง มีรถบรรทุกแล่นสวนมาบนสะพานโดยไม่หยุด และมีเด็กวิ่งข้ามถนนตัดท้ายรถบรรทุกในระยะกระชั้นชิดซึ่งจำเลยไม่สามารถหยุดรถได้ทัน จึงต้องหักหลบแล้วไปชนผู้ตาย ถือได้ว่าความเร็วที่จำเลยใช้ในขณะข้ามสะพานไม่เป็นความเร็วที่เกินสมควร ตามเวลา สถานที่ และพฤติการณ์อื่น ๆ ในขณะนั้น จึงไม่เป็นการประมาทเลินเล่อ การที่มีเด็กวิ่งตัดหลังรถบรรทุกข้ามถนนผ่านหน้ารถจำเลยในระยะใกล้เป็นเหตุบังเอิญมิอาจคาดหมายได้ และเกิดขึ้นโดยฉับพลันเป็นเหตุที่ไม่มีใครป้องกันได้ เมื่อจำเลยได้ใช้ความระมัดระวังตามสมควรอันพึงคาดหมายได้จากบุคคลในฐานะที่ประสบเหตุเช่นนั้นแล้ว เหตุที่เกิดขึ้นจึงเป็นเหตุสุดวิสัย จำเลยไม่ต้องรับผิดตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ ตามมาตรา 437[3]

 

สัตวทนาย (สัตว์-แพทย์-ทนาย)

 


[1] พระราชบัญญัติจราจรทางบก พ.ศ. 2522 มาตรา 13 กล่าวว่า “ห้ามมิให้ผู้ขับขี่รถทุกชนิดในทางเดินรถใช้ไฟสัญญาณแสงวับวาบ เสียงสัญญาณไซเรน เสียงสัญญาณที่เป็นเสียงนกหวีด เสียงที่แตกพร่า เสียงหลายเสียง เสียงดังเกินสมควร หรือเสียงสัญญาณอย่างอื่นตามที่อธิบดีกำหนด โดยประกาศในราชกิจจานุเบกษา อธิบดีมีอำนาจอนุญาตให้รถฉุกเฉิน รถในราชการทหารหรือตำรวจหรือรถอื่นใช้ สัญญาณวับวาบ หรือใช้เสียงสัญญาณไซเรนหรือเสียงสัญญาณอย่างอื่นได้ ในการนี้อธิบดีจะกำหนดเงื่อนไขในการใช้ ไฟสัญญาณหรือเสียงสัญญาณรวมทั้งกำหนดเครื่องหมายที่แสดงถึงลักษณะของรถดังกล่าวด้วยก็ได้ โดยประกาศในราชกิจจานุเบกษา”

[2] เพจ กลุ่มคนอาสา กู้ชีพ กู้ภัย Thailand. สืบค้นออนไลน์. https://www.facebook.com/RescueThailandClub/posts/3118549641537364/

[3] เพจ มุมกฎหมายดีๆ. สืบค้นออนไลน์. https://www.facebook.com/lawcornerdd/posts/2051706518291928/