บทความ27คดีทางการแพทย์–(เจ้าหน้าที่รัฐ)

คดีทางการแพทย์ (เจ้าหน้าที่รัฐ)

การให้บริการสาธารณสุขหรือการให้บริการทางการแพทย์นั้น ในปัจจุบันมีทั้งของหน่วยงานภาครัฐและเอกชน เมื่อเกิดปัญหาข้อพิพาทเกิดขึ้น แน่นอนว่าถ้าเราเข้ารับบริการจากโรงพยาบาลเอกนหรือคลินิกเอกชน เราสามารถฟ้องร้องตัวแพทย์ได้โดยตรง โดยจะเรียกโรงพยาบาลเข้ามาเป็นจำเลยด้วยก็ยังไง แต่ไม่ใช่กับการฟ้องร้องคดีกับโรงพยาบาลหรือสถานพยาบาลของรัฐ

เรื่องจากโรงพยาบาลของรัฐนั้น ถือเป็นหน่วยงานหนึ่งของรัฐ สังกัดกระทรวงสาธารณสุข การที่ผู้ป่วยจะฟ้องร้องแพทย์ได้นั้น จะต้องฟ้องร้องหน่วยงานที่แพทย์นั้นสังกัดอยู่ นั้นก็คือ กระทรวงสาธารณสุข โดยจะทำการฟ้องที่ตัวของแพทย์โดยตรงนั้นไม่ได้ และเนื่องจากการการบริการสาธารณสุขนั้นไม่ถือว่าเป็นการดำเนินกิจการทางปกครอง คดีทางการแพทย์จึงไม่อยู่ในอำนาจของศาลปกครองเช่นกัน จึงต้องยื่นคำฟ้องต่อศาลยุติธรรม

            ในการนี้ เนื่องจากตัวของแพทย์ (รวมถึงบุคลากรทางการแพทย์ด้วย) เองนั้น เป็นแพทย์ที่ทำการอยู่ในโรงพยาบาลของรัฐ สามารถอนุมานเอาได้ว่าแพทย์คนดังกล่าวเป็นเจ้าหน้าที่ของโรงพยาบาลรัฐ ตามพระราชบัญญัติความรับผิดทางละเมิดของเจ้าหน้าที่ พ.ศ.2539 เมื่อเกิดการเรียกร้องจากผู้เสียหาย ได้มีการกำหนดให้หน่วยงานของรัฐรับผิดแทน ตามมาตรา 5 บัญญัติว่า

            “หน่วยงานของรัฐต้องรับผิดต่อผู้เสียหายในผลแห่งละเมิดที่เจ้าหน้าที่ของตนได้กระทำในการปฏิบัติหน้าที่ในกรณีนี้ผู้เสียหายอาจฟ้องหน่วยงานของรัฐดังกล่าวได้โดยตรงแต่จะฟ้องเจ้าหน้าที่ไม่ได้

            ถ้าการละเมิดเกิดจากเจ้าหน้าที่ซึ่งไม่ได้สังกัดหน่วยงานของรัฐแห่งใดให้ถือว่ากระทรวงการคลังเป็น หน่วยงานของรัฐที่ต้องรับผิดตามวรรคหนึ่ง”

            บทบัญญัติดังกล่าว เป็นการยกเว้นหลักทั่วไปของประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ ดังนั้นเจ้าหน้าที่ในหน่วยงานของรัฐทุกประเภท เมื่อทำความเสียหายต่อบุคคลภายนอกในขณะทำงานตามหน้าที่ ย่อมพ้นจากการถูกฟ้องร้องให้รับผิดในกรณีละเมิด เนื่องด้วยกฎหมายฉบับนี้มุ่งคุ้มครองเจ้าหน้าที่ของรัฐที่ได้กระทำการในหน้าที่ ในขณะเดียวกันก็เป็นผลดีแก่ผู้เสียหาย ที่จะสามารถเรียกค่าสินไหมทดแทนได้โดยตรงจากหน่วยงานของรัฐเมื่อหน่วยงานของรัฐหรือโรงพยาบาลได้ชดใช้ค่าเสียหายไปแล้วนั้น สามารถมีสิทธิไล่เบี้ยวเอาจากเจ้าหน้าที่รัฐได้ ตามมาตรา 8[1] และมาตรา 9[2] แห่งพระราชบัญญัตินี้ อีกทั้งโรงพยาบาลอาจมีความรับผิดตามพระราชบัญญัติสถานพยาบาล พ.ศ. 2541 เนื่องจากมีหน้าที่ที่ต้องควบคุมดูแลให้แพทย์ประกอบวิชาชีพตามมาตรฐานวิชาชีพ หรือประกอบกิจการโดยไม่จัดให้สถานพยาบาลเป็นไปตามมาตรฐานที่กระทรวงสาธารณสุขกำหนด

            ในการดำเนินคดีทางกฎหมาย ผู้ป่วยในฐานผู้เสียหายสามารถดำเนินการฟ้องคดีกับทางโรงพยาบาลได้ทั้งทางแพ่งและอาญา โดยไม่จำเป็นต้องยื่นเรื่องร้องเรียนต่อแพทย์สภาก่อนสามารถดำเนินการทางกฎหมายได้เลย เนื่องจากมติของแพทย์สภานั้นไม่ถือเป็นคำตัดสินของศาล เพียงแต่ศาลจะใช้เพื่อประกอบการพิจารณาคดีเท่านั้น

 

สัตวทนาย

(สัตว์-แพทย์-ทนาย)

[1] พระราชบัญญัติความรับผิดทางละเมิดของเจ้าหน้าที่ พ.ศ.2539 มาตรา 8 บัญญัติว่า “ในกรณีที่หน่วยงานของรัฐต้องรับผิดใช้ค่าสินไหมทดแทนแก่ผู้เสียหายเพื่อการละเมิด ของเจ้าหน้าที่ให้หน่วยงานของรัฐมีสิทธิเรียกให้เจ้าหน้าที่ผู้ทำละเมิดชดใช้ค่าสินไหมทดแทนดังกล่าวแก่ หน่วยงานของรัฐได้ ถ้าเจ้าหน้าที่ได้กระทำการนั้นไปด้วยความจงใจหรือประมาทเลินเล่ออย่างร้ายแรง

                สิทธิเรียกให้ชดใช้ค่าสินไหมทดแทนตามวรรคหนึ่งจะมีได้เพียงใดให้คำนึงถึงระดับความร้ายแรงแห่ง การกระทำและความเป็นธรรมในแต่ละกรณีเป็นเกณฑ์โดยมิต้องให้ใช้เต็มจำนวนของความเสียหายก็ได้

                ถ้าการละเมิดเกิดจากความผิดหรือความบกพร่องของหน่วยงานของรัฐหรือระบบการดำเนินงาน ส่วนร่วม ให้หักส่วนแห่งความรับผิดดังกล่าวออกด้วย

                ในกรณีที่การละเมิดเกิดจากเจ้าหน้าที่หลายคน มิให้นำหลักเรื่องลูกหนี้ร่วมมาใช้บังคับและ เจ้าหน้าที่แต่ละคนต้องรับผิดใช้ค่าสินไหมทดแทนเฉพาะส่วนของตนเท่านั้น”

[2] พระราชบัญญัติความรับผิดทางละเมิดของเจ้าหน้าที่ พ.ศ.2539 มาตรา 9 บัญญัติว่า “ถ้าหน่วยงานของรัฐหรือเจ้าหน้าที่ได้ใช้ค่าสินไหมทดแทนแก่ผู้เสียหาย สิทธิที่จะเรียกให้ อีกฝ่ายหนึ่งชดใช้ค่าสินไหมทดแทนแก่ตนให้มีกำหนดอายุความหนึ่งปีนับแต่วันที่หน่วยงานของรัฐหรือ เจ้าหน้าที่ได้ใช้ค่าสินไหมทดแทนนั้นแก่ผู้เสียหาย”