บทความ19ปัญหาระดับโลก

ปัญหาระดับโลก

            วันนี้เรามาพักเรื่องของทางการแพทย์กันสักหน่อยดีกว่า เพราะวันนี้เราจะมาคุยกันถึงเรื่องปัญหาใหญ่ ที่ใหญ่มาระดับโลกกันเลยทีเดียว !

            สำหรับคุณ คุณคิดว่าปัญหาอะไรบ้างที่สามารถบอกได้ว่ามันเป็นปัญหาระดับโลกได้บ้าง ?

            เราว่าปัญหา หมาวิ่งตัดหน้ารถ นี่แหละ คือปัญญาระดับโลกเลย!

            ไม่ต้องเป็นหมาหรอก จะแมว หรือสัตว์อะไรก็ตามที่วิ่งตัดหน้ารถก็มันจะสร้างปัญหาในเรื่องของอุบัติเหตุตามมาให้เราไม่มากก็น้อย เพราะเกือบร้อยละ 80 % ของอุบัติเหตุมักเกิดขึ้นเพราะสัตว์ ถ้าเป็นสัตว์ไม่มีเจ้าของหากไม่รู้ว่าควรเรียกค่าเสียหายได้ที่ใคร ลองไปอ่านบทความที่ 5 สัตว์จร เพื่อเป็นแนวทางในการเรียกค่าเสียหายได้นะคะ แต่ในกรณีที่เป็นสัตว์มีเจ้าของแน่นอนว่าต้องเรียกที่เจ้าของของหรือคนดูแลอยู่แล้ว แต่ต้องไม่ลืมที่จะพิสูจน์การเป็นของด้วย เหมือนอย่าฎีกานี้

            คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 6088/2559 คดีนี้ เหตุเกิดจากเมื่อโจทก์ขับขี่จักรยานยนต์บนถนนแล้ว ปรากฏว่าเมื่อกำลังผ่านบ้านจำเลยที่ 1 และที่ 2 มีสุนัขวิ่งออกมาจากประตูบ้าน ตัดหน้ารถจักรยานยนต์ของโจทก์ ทำให้รถล้มโจทก์ได้รับบาดเจ็บ และรถจักรยานยนต์เสียหาย ฝ่ายจำเลยทั้งสองปฏิเสธไม่ยอมรับผิดอ้างว่าสุนัขไม่ได้เป็นของตน และไม่ยอมจ่ายค่าเสียหายให้แกโจทก์ คดีนี้มีประเด็นขึ้นสู่ศาลว่า จำเลยทั้งสองเป็นเจ้าของสุนัขหรือไม่ และจำเลยทั้งสองต้องรับผิดต่อโจทก์เพราะสุนัขก่อความเสียหายให้แก่โจทก์หรือไม่ ?

            ในเรื่องนี้ เราจะแบ่งเป็นเรื่องๆในการวินิจฉัย โดยหลักของเราคือต้องหาทางพิสูจน์ให้ได้ว่า สุนัข ตัวนี้มีเจ้าของหรือไม่? และต้องรับผิดหรือไม่

            โดยคดีนี้เห็นว่า ตัวโจทก์รู้จักบ้านของจำเลยทั้งสอง แม้ไม่เคยเข้าไปภายใน แต่มีพยานที่เป็นเพื่อนบ้านที่อยู่ใกล้กันเบิกความยืนยันว่า เห็นเหตุการณ์ ขณะที่รถจักรยานยนต์ที่โจทก์ขับชนกับสุนัขที่วิ่งตัดหน้า โดยพยานนั่งหน้าออกหน้าถนนและในช่วงวันหยุดเคยเห็นจำเลยที่ 1 ขับซาเล้งพาสุนัขตัวดังกล่าวเที่ยวด้วยกัน อีกทั้งหลังเกิดเหตุสุนัขก็วิ่งเข้าไปในซอยบ้านของจำเลยที 1 ตั้งอยู่

            อ้าว แค่สุนัขวิ่งเข้าไปในซอยบ้านจำเลยที่ 1 ก็กล่าวหาว่า จำเลยที่ 1 เป็นเจ้าของสุนัขได้แล้วหรอ ?

            ยังก่อน เราต้องพิจารณาสภาพแวดล้อมด้วย

            ในคดีนี้เนื่องจากจุดเกิดเหตุเกิดบริเวณตรงข้ามซอยเข้าบ้านจำเลยที่ 1 อีกทั้งไม่ปรากฏว่ามันมีเจ้าของหรือไม่ เพียงแต่มีคนบอกกล่าวว่าเป็นสุนัขของจำเลยทั้งสอง อีกทั้งจำเลยที่ 1 ยังให้การปฏิเสธว่าไม่เคยรู้จักหรือเคยพบพยานมาก่อนทั้งๆที่บ้านอยู่ติดกัน ทำให้เกิดพิรุธน่าสงสัย อีกทั้งการที่จำเลยที่ 1 ยอมรับว่าทราบเรื่องเหตุสุนัขวิ่งตัดหน้ารถจากน้องสาว ยิ่งทำให้เกิดข้อสงสัย เพราะหากสุนัขตัวนี้ไม่ได้มีจำเลยที่ 1 เป็นเจ้าของจริงอย่างที่อ้าง แล้วเพราะเหตุใดกันที่ทำให้น้องสาวที่อยู่ใกล้ที่เกิดเหตุต้องโทรบอกให้จำเลยที่ 1 ทราบเรื่องด้วย

            แน่นอนว่าเมื่อชั่งน้ำหนักของพยานหลักฐานแล้ว คำกล่าวอ้างของโจทก์ย่อมมีน้ำหนักมากกว่าของจำเลยทั้งสอง ข้อเท็จจริงในเรื่องนี้จึงฟังได้ว่า จำเลยทั้งสองเป็นเจ้าของสุนัขที่วิ่งตัดหน้ารถจักรยานยนต์โจทก์[1]

            เมื่อพิสูจน์ได้แน่ชัดแล้วว่าจำเลยทั้งสองเป็นเจ้าของ จำเลยทั้งสองก็ต้องรับผิดในค่าความเสียหายที่เกิดจากทรัพย์ของตน ซึ่งตาม พ.ร.บ.จราจรทางบก พ.ศ.2522 มาตรา 111 บัญญัติห้ามมิให้ผู้ขับขี่ จูง ไล่ต้อนหรือปล่อยสัตว์ไปบนทางเท้าในลักษณะที่เป็นการกีดขวางการจราจรและไม่มีผู้ควบคุมเพียงพอ เมื่อจำเลยทั้งสองซึ่งเป็นเจ้าของสุนัขจึงเป็นผู้ดูแลสัตว์จะต้องดูแลควบคุมมิให้สัตว์กีดขวางการจราจร การที่สุนัขของจำเลยทั้งสองวิ่งข้ามถนนตัดหน้ารถจักรยานยนต์ของโจทก์ในระยะกระชั้นชิด ย่อมเป็นผลโดยตรงที่ทำให้รถจักรยานยนต์ของโจทก์ล้ม เมื่อไม่ปรากฏจากทางนำสืบของจำเลยทั้งสองว่า ขณะเกิดเหตุโจทก์ขับรถจักรยานยนต์ด้วยความเร็วสูงและไม่ใช้ความระมัดระวังอย่างไร ดังนั้น เหตุละเมิดจึงเกิดจากความประมาทเลินเล่อของจำเลยทั้งสองที่ไม่ใช้ความระมัดระวังตามสมควรในการควบคุมดูแลสุนัข เมื่อมีความเสียหายเกิดขึ้นเพราะสัตว์ จำเลยทั้งสองจึงต้องร่วมรับผิดต่อโจทก์ตาม ป.พ.พ. มาตรา 433 วรรคหนึ่ง

            ในเรื่องนี้ อาจกล่าวได้ว่า ตัวของจำเลยทั้งสองอยากที่จะผลักภาระการชดใช้ออกไปให้พ้นตัว ซึ่งเป็นการกระทำที่ไร้ความรับผิดชอบเป็นอย่างมาก การรับสิ่งใดเข้ามาอยู่ในการครอบครองอย่างแรกที่เราควรมีความรับผิดชอบ ไม่ว่าสิ่งนั้นจะไปก่อนเหตุอะไรขึ้นมา และเราต้องรู้จักป้องกันไม่ให้เหตุนั้นเกิดขึ้นไม่ว่าจะทั้งกับใครก็ตาม ในเรื่องนี้หากจำเลยทั้งสองมีการจัดพื้นที่ และปิดประตู หรือล็อกรั่วให้เหมาะสม เหตุดังกล่าวอาจไม่เกิดขึ้น

 

สัตวทนาย (สัตว์ – แพทย์ – ทนาย)


[1] ธวัช จารุศิริกุล. ข้อพิพาทคดีสัตว์เลี้ยง, 3.1แนวคำพิพากษาเรียกค่าเสียหายตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์. หน้า 63-64