บทความ12คดีแปลกๆ

คดีแปลกๆ
 

          ช่วงนี้ข่าวที่ท็อปฟอร์มคงหนีไม่พ้นกับข่าวของพวกความเชื่อ การแสดงอภินิหารเหนือธรรมชาติ ที่ดูจะไร้สาระ แต่เคยสงสัยไหมทำไมทุกสำนักข่าวต้องพยายามนำเสนอ หรือแทรกข่าวประเภทนี้สักหนึ่งหรือสองข่าวในรายการข่าวในโทรทัศน์ หรือสักโพสต์ในแพทฟอร์มออนไลน์ นั้นเพราะมันคือ ความเชื่อ

          ความเชื่อ คือสิ่งที่อยู่คู่กับสังคมไทยมาอย่างยาวนาน แน่นอนว่าก่อนที่ประเทศไทยเราจะหันมานับถือศาสนาพุทธ อย่าลืมว่ารากฐานความเชื่อและศรัทธาของไทยเราคือ การกราบไหว้ผี กราบไหว้สิ่งที่เป็นเชื่อไว้ยึดเหนี่ยวจิตใจ แม้แต่ในปัจจุบัน ความเชื่อก็ยังคงอยู่กับเราแม้วิทยาศาสตร์จะก้าวหน้าขนาดที่พร้อมพาเราออกไปเจอเพื่อนใหม่นอกอวกาศได้แล้วก็ตาม

          แต่เราไม่ได้หมายความว่าการที่หลายๆคนยังมีความเชื่อนั้นอยู่เป็นสิ่งไม่ดีนะ มันเป็นเรื่องเฉพาะคนเฉพาะกลุ่ม เป็นเรื่องของความเคารพนับถือ การให้เกียรติความเชื่อของคนอื่นถือเป็นมารยาทอย่างหนึ่งที่คนในสังคมควรมีต่อกับในสังคมที่มีความหลากหลาย

 แต่ที่เรากำลังจะพูดเราจะพูดถึงความเชื่อที่มากเกินพอดีโดยไม่ผ่านการไตร่ตรองนี้ต่างหาก…

หากพูดกันถึงเรื่องความเชื่อในสังคนไทย ทุกคนจะนึกถึงอะไร

แน่นอนว่า สำหรับเทรนสายมูที่กำลังมาแรงในตอนนี้ เครื่องรางของขลัง ถือเป็นสินค้าส่งของไทยเลยก็ว่าได้ และยิ่งสมัยนี้ที่ความเข้าถึงได้ง่ายของโซเชียลที่ทำให้การซื้อขายเป็นไปได้อย่างง่ายดาย เครื่องรางบางอย่างที่ถูกดีไซน์ให้เข้ากับยุคสมัยจนดูเหมือนเป็นเครื่องประดับอย่างหนึ่ง แล้วไหนจะการอวดอ้าวอภินิหารต่างๆที่มีให้เห็นกันอยู่แทบทุกวันในช่วงนี้

แล้วรู้อะไรไหม ข่าวเกี่ยวกับการแสดงอภินิหารหรืออวดอุตริไม่ได้เพิ่งมีให้เห็นแค่ในช่วงนี้เท่านั้นหรอกนะ แต่เราเชื่อว่ามันมีมานานแล้ว แต่เพราะสื่อโซเชี่ยลที่เข้ามามีบทบาทกับชีวิตมากขึ้นต่างหากที่ทำให้เราได้เปิดโลกให้เราได้เห็นกัน เพราะคดีแปลกๆที่ความเชื่อเข้ามาเกี่ยวข้องด้วยนั้น มีมานานแล้ว เหมือนอย่างเรื่องนี้ที่สู้กันจนถึงศาลฎีกากันเลยทีเดียว

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 673/2510

โจทก์ฟ้องว่า จำเลยใช้มีดฟันทำร้ายโจทก์ จนโจทก์ได้รับอันตรายสาหัสทุพพลภาพป่วยเจ็บด้วยอาการทุกขเวทนาเกินกว่า 20 วันและประกอบกรณียกิจตามปกติไม่ได้เกินกว่า 20 วัน ป่วยเจ็บเรื้อรังแขนอาจพิการตลอดชีวิตจำเลยให้การว่า ได้ใช้มีดพร้าฟันทำร้ายร่างกายโจทก์จริงต่อสู้ว่าโจทก์เสพสุรามึนเมาแล้วอวดอ้างว่าเป็นผู้อยู่คงกระพันฟันไม่เข้า ให้จำเลยลองฟัน

          จำที่เราเคยบอกในเรื่องของ “ความยินยอม” ได้หรือไม่

          ในทางการแพทย์การยินยอมถือเป็นเรื่องที่เป็นสาระสำคัญ เพราะนั้นถือเป็นสิ่งที่บ่งบอกได้ว่าการกระทำของแพทย์ในขณะนั้นเป็นการทำละเมิดหรือไม่

          อันที่จริงหลัก “ความยินยอม ไม่เป็นละเมิด” นั้น เป็นเรื่องพื้นฐานที่ไม่ว่าเรื่องใดก็ถือหลักการนี้ด้วยกันทั้งนั้น

          ในเรื่องนี้ เราเห็นว่าโจทก์อวดอ้างตนและท้าทายจำเลย เป็นการยินยอมให้จำเลยนำมีดมาฟันร่างกายของโจทก์เองโดยสมัครใจ จำเลยไม่ได้มีความประสงค์ต่อร่างกายของโจทก์หรือมีเจตนาทำร้ายให้โจทก์ต้องได้รับอันตรายสาหัสแต่อย่างใด  การทำละเมิดนี้เกิดขึ้นโดยความสมัครใจของโจทก์เองทั้งนั้น เมื่อโจทก์ยินยอมต่อการทำละเมิดที่เกิดขึ้น นั้นหมายถึงโจทก์ยินยอมรับถึงผลความเสียหายที่จะเกิดขึ้นต่อเนื้อตัวร่างกายของตนแต่เริ่มแรกอยู่แล้ว การที่โจทก์จะมาเรียกร้องให้จำเลยต้องรับผิดชอบต่ออันตรายสาหัสทุพพลภาพป่วยเจ็บด้วยอาการทุกขเวทนาเกินกว่า 20 วัน และประกอบกรณีกิจตามปกติไม่ได้เกินกว่า 20 วันป่วยเจ็บเรื้อรังแขนอาจพิการตลอดชีวิตนั้น เป็นเหมือนหลอกให้เขาทำร้ายร่างกายเพื่อหวังเงินค่าเสียหายอย่างไรอย่างนั้น

 หากพูดขำๆเรามองว่า คนที่โจทก์ควรไปเรียกค่าเสียหายจริงๆน่าจะเป็นคนที่ลงของสักยันต์ให้กับโจทก์มากกว่า ยิ่งถ้าฝ่ายที่ลงของให้มีการการันตีผลด้วยแล้วนั้น ยิ่งต้องเรียกร้องค่าเสียหาย เนื่องจากโจทก์เองก็ถือว่าเป็นผู้บริโภคที่มีความประสงค์ต่อผลของความศักดิ์สิทธิ์ที่จะคุ้มครองตน แต่เมื่อสักยันต์แล้วกลับไม่ได้รับความคุ้มครองจากสิ่งศักดิ์สิทธิ์ที่บูชา ซึ่งมันก็เหมือนกับการสัญญาจ้างทำของอย่างหนึ่งในทางกฎหมาย

          ทุกคนคิดเห็นว่าอย่างไร คิดเหมือนเราไหม ?

          แต่สำหรับเรื่องนี้ ศาลชั้นต้นมีความเห็นว่าการยินยอมของโจทก์ไม่เป็นการที่ต้องทำให้จำเลยต้องรับผิดในทางละเมิด ในขณะที่ศาลอุทธรณ์กลับหลักของศาลชั้นต้นเนื่องจากมีความเห็นมองว่าการกระทำดังกล่าวยังถือว่าเป็นการทำละเมิดอยู่ แน่นอนว่าคดีนี้ขึ้นสู่ที่ประชุมใหญ่ 15/2510 กลับหลักของศาลอุทธรณ์ ให้ความเห็นตรงกับศาลชั้นต้น โดยมองที่หลักของความยินยอมสมัครใจที่โจทก์จะรับเอาผลที่ตามมา ไม่อาจถือว่าโจทก์เป็นผู้เสียหายตามกฎหมายได้

          อาจกล่าวสรุปได้ว่า ความยินยอมเป็นเหมือนการยอมรับเอาซึ่งผลดีและผลร้ายของการกระทำที่อีกฝ่ายจะกระทำต่อเรา แต่เนื่องจากฎีกาดังกล่าวมีตั้งแต่ปี 2510 หรือประมาณ 50 ปีที่แล้วนั้น แม้เดิมที่ศาลฎีกาจะวินิจฉัยว่าไม่เป็นละเมิดแต่อย่างใด แต่ในปัจจุบันนี้ หากมีคดีในทำนองที่ผู้เสียหายยินยอมให้ผู้อื่นทำร้ายร่างกาย แม้จะอ้างตามฎีกาดังกล่าว ก็ถือว่าเป็นการกระทำที่ต้องห้ามชัดแจ้งโดยกฎหมาย จึงเป็นละเมิด ตามพ.ร.บ.ว่าด้วยข้อสัญญาที่ไม่เป็นธรรมฯ มาตรา 9 แต่อย่างไรก็ตาม แม้จะเป็นละเมิด แต่ผู้เสียหายก็จะฟ้องร้องเรียกค่าเสียหายไม่ได้ เพราะไม่ถือว่าเป็นผู้เสียหายโดยนิตินัย