สิทธิของผู้ป่วย (Patient Autonomy)
สิทธิของผู้ป่วย (Patient Autonomy)
อย่างที่เรารู้กันดีว่า ถ้าหากมีเรื่องอะไรที่มีคนเห็นด้วย ก็ย่อมมีคนที่ไม่เห็นด้วย และจากบทความที่แล้ว (บทความ 15 หลักเอกสิทธิ์ของแพทย์ในการรักษาผู้ป่วย (Therapeutic Privilege)) เมื่อบุคลากรทางการแพทย์เห็นชอบกับแนวคิดดังกล่าว แต่นักสิทธิมนุษยชนอาจไม่ได้คิดเห็นแบบเดียวกัน
หากพูดถึงประเทศแห่งเสรีภาพ แน่นอนว่าทุกคนจะต้องนึกถึงประเทศสหรัฐอเมริกากันอย่างแน่นอน และเพราะการกำเนิดของประเทศสหรัฐอเมริกานี้ละที่ทำให้แนวความคิดด้านสิทธิมนุษยชนและศักดิ์ศรีแห่งความเป็นมนุษย์เฟื่องฟูขึ้น และแนวคิดดังกล่าวโต้แย้งหลักเอกสิทธิ์ของแพทย์ในการรักษาผู้ป่วย หากแพทย์จะรักษาผู้ป่วยได้ต่อเมื่อผู้ป่วยให้ความยินยอม มิฉะนั้นจะเป็นความผิดต่อกฎหมาย[1]
ในศตวรรษที่ 18 Benjamin Rush นักสิทธิมนุษย์ชนและหนึ่งในผู้ร่วมลงนามคำประกาศอิสรภาพของประเทศสหรัฐอเมริกา ได้รณรงค์ให้ผู้ป่วยมีส่วนร่วมในการรักษา เพราะผู้ป่วยมีอำนาจตัดสินใจด้วยตัวเอง (Autonomy) แน่นอนว่าสิ่งไหนที่มาใหม่และขัดต่อความเห็นชอบจากคนหมู่มากย่อมได้รับการตอบรับที่น้อยและอาจไม่เป็นที่ยอมรับ แต่ต่อมาในศตวรรษที่ 19 การพัฒนาดานการแพทย์ของอเมริกาเป็นไปอย่างรวดเร็ว รวมถึงการคิดต้นยาใหม่ๆ แน่นอนว่าสิ่งเหล่านี้มีผลกระทบต่อตัวผู้ป่วยทั้งแบบเฉียบพลันและแบบเรื้อรัง ทำให้เกิดเป็นคดีความระหว่างแพทย์และผู้ป่วยขึ้นสู่ศาลจำนวนมาก และเพราะผลคำพิพากษาเหล่านี้แหละที่ทำให้เรื่องสิทธิของผู้ป่วยได้รับการยอมรับเพิ่มสูงขึ้น
ยกตัวอย่างคดีในปี 1914 ระหว่าง Schloendoff v. Society of New York Hospital ผู้ป่วยที่ชื่อแมรี่ ขอให้แพทย์ตรวจวินิจฉัยว่าเธอมีเนื้องอกหรือไม่ และเนื้องอกนั้นเป็นเนื้อร้ายหรือไม่ เพียงเท่านั้น แต่ไม่ได้ยินยอมให้แพทย์ตัดก้อนเนื้อออกด้วย แต่เมื่อแพทย์ตรวจพบว่าเนื้องอกด้วยกล่าวเป็นเนื้อร้ายจึงตัดออกโดยไม่ได้รับความยินยอมจากแมรี่ การกระทำดังกล่าของแพทย์เป็นไปตามหลักแพทย์ต้องรักษาผู้ป่วยอย่างดีที่สุด ไม่ว่าผู้ป่วยจะยินยอมหรือไม่ เมื่อแพทย์ทำไปด้วยความประสงค์ดี โดยเห็นว่าหากไม่ตัดเนื้อรายออกจะส่งผลเสียแก่ผู้ป่วย[2]
จะเห็นได้ว่าคดีนี้ ตัวของแพทย์ได้กระทำการไปตามมาตรฐานจริยธรรมการประกอบวิชาชีพแล้ว ก็ตาม แต่ศาลสูงสุดของอเมริกากลับพิพากษาว่า “มนุษย์ทุกคนซึ่งบรรลุนิติภาวะและมีสิตสัมปชัญญะปกติย่อมมีสิทธิที่จะวินิจฉัยได้ว่าสิ่งใดควรจะปฏิบัติต่อร่างการของตนหรือไม่ แพทย์ผู้ผ่าตัดโดยไม่ได้รับความยินยอมจากผู้ป่วย ย่อมถือว่าเป็นการกระทำละเมิดและทำร้ายร่างกายซึ่งต้องรับผิดชอบต่อความเสียหายที่เกิดขึ้น”
แต่ถึงอย่างนั้น “เฉพาะในกรณีฉุกเฉิน หรือผู้ป่วยหมดสติหรือไม่อยู่ในภาวะที่จะให้ความยินยอมได้ และมีความจำเป็นต้องให้การรักษาโรคโดยไม่อาจรอความยินยอมจากผู้ป่วยได้ เมื่อนั้นแพทย์จึงสามารถรักษาโดนไม่ต้องได้รับความยินยอมจากผู้ป่วย”
นี่จึงอย่างกล่าวได้ว่า นี่คือแนวคำตัดสินที่เป็นรากฐานของการที่แพทย์ต้องได้รับการยินยอมจากคนไข้ก่อนดำเนินการรักษาพยาบาลก็ว่าได้ และเช่นเดียวกัน หากผู้ป่วยไม่ยินยอมแม้อาจเกิดผลร้ายขึ้นกับตัวของผู้ป่วยเองก็ตาม แพทย์ก็ไม่สามารถให้การรักษาได้[3]