บทความที่43รถติดไซเรนIII

รถติดไซเรน ตอนที่ 3

            กลับมาต่อกันที่เรื่องของการจำกัดความเร็วของรถที่ติดสัญาณไฟและไซเรนกันนะคะ

            ทุกคนยังจำกันได้ไหมคะ เมื่อไม่นานมานี้เคยเกิดเรื่องเกี่ยวกับประเด็นของความเร็วของรถฉุกเฉินทางการแพทย์ ที่ทำให้เกิดการกำหนดความเร็วในการใช้รถฉุกเฉนออกมา โดยกระทรวงสาธารณสุข ได้ประกาศนโยบาย เรื่องให้รถพยาบาลฉุกเฉิน ใช้ความเร็วไม่เกิน 80Km/hr. แน่นอนว่าเมื่อตอนที่ประกาศนโยบาลฉบับนี้ออกมา ทำให้หลายคนเกิดความเป็นกังวลเกี่ยวกับการรับส่งผู้ป่วยฉุกเฉิน และผู้ที่ได้รับบาดเจ็บ จากจุดเกิดเหตุ ว่าจะเกิดความล่าช้า และไม่ทันกาล และอาจส่งผลต่ออัตราการรอดชีวิตของผู้ป่วยหรือผู้ได้รับบาดเจ็บ

            แน่นอนว่าการที่มีประกาศนโยบาลแบบนี้ออกมา จะต้องผ่านการประชุมและเหตุชอบในเรื่องของเหตุและผลจากหลายๆมาแล้ว ทั้งนี้การขับรถพยาบาลเพื่อรับส่งผู้ป่วยฉุกเฉินต้องยึดหลักความปลอดภัยเป็นหลัก ซึ่งตามหลักสากลรถฉุกเฉินในต่างประเทศก็มีการจำกัดความเร็วเอาไว้ที่ 80Km/hr.เช่นกัน นอกจากนี้ยังมีงานวิจัยระบุว่า การขับรถด้วยความ 80Km./hr. หากเกิดเหตุฉุกเฉินจะมีเวลาในการแก้ไขสถานการณ์เพียง 4 วินาที ในระยะทาง 100 เมตร และหากลงความเร็วลงจะมีเวลาแก้ไขสถานการณ์มากขึ้น และลดความรุนแรงของอุบัติเหตุได้มากขึ้น นอกจากนี้แล้วยังมีสถิติในปีที่ผ่านมา รถฉุกเฉินเกิดอุบัติเหตุทั้งหมด 61 ครั้ง มีผู้บาดเจ็บ 130 ราย และมีบุคลากรและผู้ป่วยเสียชีวิต 19 ราย[1]

ตัวอย่างคำพิพากษาศาลฎีกาที่ 7941/2556

            คดีนี้ จำเลยที่ 1 และที่ 2 นำสืบว่า ระหว่างจำเลยที่ 1 ขับรถตู้คันเกิดเหตุนำ จ. จากโรงพยาบาลตาลสุมไปส่งโรงพยาบาลสรรพสิทธิประสงค์ จำเลยที่ 1 เปิดสัญญาณไฟวับวาบ ไซเรน และไฟกะพริบตลอดทาง โจทก์ไม่นำสืบโต้แย้งข้อเท็จจริงดังกล่าว เพียงแต่อ้างว่าโจทก์ได้รับสัญญาณไฟจราจรสีเขียว จึงขับรถเข้าไปในสี่แยกที่เกิดเหตุ กรณีจึงเชื่อว่า ขณะที่จำเลยที่ 1 ขับรถตู้มาถึงสี่แยกที่เกิดเหตุได้ใช้สัญญาณไฟวับวาบ ไซเรน และเปิดไฟกะพริบ ซึ่งสัญญาณดังกล่าวอยู่ในวิสัยที่โจทก์จะรับรู้และเข้าใจได้ว่าเป็นรถฉุกเฉิน และผู้ที่ขับรถฉุกเฉินจะต้องขับรถด้วยความเร่งรีบ ทั้งโจทก์เองก็อ้างว่าเพิ่งออกจากบ้านซึ่งอยู่ห่างจากที่เกิดเหตุประมาณ 100 เมตร กำลังจะไปสนามกีฬาซึ่งอยู่ห่างออกไป 1 กิโลเมตร ก็ควรที่จะชะลอความเร็วรถลงเพื่อเปิดโอกาสให้รถที่มีเหตุจำเป็นฉุกเฉินผ่านไปก่อน การที่โจทก์ไม่ชะลอความเร็วรถลงหรือหยุดรถจนเป็นเหตุให้เฉี่ยวชนกับรถยนต์ตู้คันเกิดเหตุที่เป็นรถฉุกเฉิน ซึ่งลักษณะการชนตามภาพเป็นลักษณะที่รถยนต์ของโจทก์พุ่งเข้าชนรถตู้ แสดงให้เห็นว่าโจทก์มีส่วนขับรถด้วยความประมาทปราศจากความระมัดระวังเช่นกัน ความเสียหายที่เกิดขึ้นจึงเกิดจากโจทก์เป็นผู้ก่อด้วยไม่ยิ่งหย่อนไปกว่าจำเลยที่ 1

            จากกรณีดังกล่าว จะเห็นได้ว่าตัวของรถฉุกเฉินนั้นได้วิ่งฝ่าสัญญาณจราจรออกมา การกระทำนั้นของผู้ขับขี่รถฉุกเฉินนั้นหลายคนอาจมองว่า มันเป็นการกระทำที่ผิดกฎจราจรที่ขับฝ่าสัญญาณไฟ แต่เมื่อพิจารณาแล้วพบว่ามีเหตุฉุกเฉินและมีการเปิดสัญญาณไฟฉุกเฉินแล้ว การที่รถฉุกเฉินนั้นจะวิ่งฝ่าสัญญาณไฟจราจรนั้นก็สามารถทำได้ ตามพระราชบัญญัติจราจรทางบก พ.ศ. 2522 มาตรา 75 แต่ตัวผู้ขับขี่เองนั้นก็ต้องมีความระมัดระวังในการขับขี่ เช่นกัน

 

สัตวทนาย (สัตว์-แพทย์-ทนาย)


[1] สืบค้นออนไลน์. https://www.niems.go.th/1/News/Detail/4178?group=2