พยานหลักฐานในทางการแพทย์ ตอนที่ 2
พยานหลักฐานในทางการแพทย์ ตอนที่ 2
เนื่องจากเรื่องของหน้าที่การพิสูจน์นั้นถือว่าเป็นเรื่องสำคัญที่สุดในเรื่องของกฎหมายลักษณะพยาน หากศาลกำหนดหน้าที่นำสืบไม่ถูกต้องอาจทำให้คู่ความได้เปรียบเสียเปรียบในเชิงคดี หรือเกิดความไม่เป็นธรรมขึ้นได้ เนื่องจากผู้ผู้ที่เป็นฝ่ายนำสืบก่อนอาจได้เปรียบคู่ความที่นำสืบภายหลัง เพราะมีโอกาสปรับปรุงพยานหลักฐานของตนได้
โดยทั่วไปแล้วหน้าที่การนำสืบ หมายถึง การที่คู่ความจะต้องพิสูจน์ให้ศาลเห็นว่าข้ออ้างหรือข้อถกเถียงของตนเป็นความจริง เพื่อศาลจะได้ตัดสินคดีให้ตนชนะ หน้าที่การนำสืบจึงเกี่ยวข้องกับการนำพยานหลักฐานมาพิสูจน์ความจริงต่อศาล เว้นแต่เป็นกรณีพิเศษที่ศาลอาจฟังข้อเท็จจริงได้โดยไม่ต้องมีการสืบพยาน
ในทางปฏิบัติจะพบเห็นหรือได้ยินถ้อยคำในการสืบพยานเป็นประจำอยู่ 3 คำ คือ หน้าที่นำสืบ ภาระการพิสูจน์ และหน้าที่นำสืบก่อน
“หน้าที่นำสืบ” เป็นถ้อยคำที่บัญญัติไว้ในมาตรา 84 แห่งประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง[1] ส่วนคำว่า “ภาระการพิสูจน์” นั้นไม่ได้มีบัญญัติไว้ในกฎหมายไทย หากแต่เป็นถ้อยคำที่ได้รับการยอมรับ และใช้กันมานานในกฎหมายลักษณะพยาน อาจกล่าวได้ว่า หน้าที่นำสืบ และ ภาระการพิสูจน์ จึงมีความหมายอย่างเดียวกัน
ภาระการพิสูจน์ หรือ หน้าที่นำสืบ คือ ภาระหน้าที่ที่คู่ความฝายใดฝ่ายหนึ่งมีหน้าที่ต้องนำสืบพิสูจน์ข้อเท็จจริงในประเด็นข้อใดที่จะทำให้คดีของตนชนะ
ในคดีทางการแพทย์นั้น เคยมีข้อถกเถียงกันในเรื่องของลักษณะของคดีว่าแท้จริงแล้วนั้นคดีทางการแพทย์เป็นคดีเช่นไร เป็นคดีแพ่ง คดีอาญา ละเมิด หรือคดีผู้บริโภค กันแน่
แน่นอนว่าความแตกต่างของคดีแต่ละประเภทมีผลทั้งในเรื่องของอายุความและการนำสืบ แต่เรื่องนี้ในที่สุดก็ได้ข้อยุติ เนื่องจากผลของคำพิพากษาฎีกาที่ 7380/2545 ที่ว่า “จำเลยมีอาการปวดท้องเข้ารับการรักษาพยาบาลที่โรงพยาบาลโจทก์ แพทย์ของโจทก์ตรวจพบว่าจำเลยเป็นโรคนิ่วในถุงน้ำดี ได้นำจำเลยเข้าผ่าตัดเพื่อนำเม็ดนิ่วออกจากถุงน้ำดี แต่การผ่าตัดไม่สำเสร็จ จนต้องส่งตัวไปรักษาต่อที่โรงพยาบาลอื่น จนสามารถเอานิ่วในถุงน้ำดีออกสำเร็จ เมื่อแพทย์ของโจทก์ไม่สามารถผ่าตัดเอานิ่วออกให้แก่จำเลยได้ โจทก์ไม่มีสิทธิได้รับค่าผ่าตัด”
แม้การที่จำเลยในคดีนี้ จะเข้ามาเพื่อขอรับการรักษาทั่วไป แต่เนื่องจากเป็นการรักษาที่ต้องมีการตกลงไว้เป็นพิเศษ และการเข้ารับการผ่าตัดทุกครั้งต้องได้รับการยินยอมจากตัวผู้เข้ารับการรักษาหรือญาติของผู้เข้ารับการรักษาก่อนเสมอ การรักษาดังกล่าวจึงเกิดขึ้นด้วยผลแห่งสัญญา ที่มีความประสงค์ต่อผลสำเร็จในการผ่าตัดเอานิ่วออกจากถุงน้ำดี แต่เมื่อการที่ผู้เข้ารับการรักษาในฐานะผู้ว่าจ้าง ไม่ได้สามารถไม่ได้รับผลสำเร็จจากการงานที่จ้าง ผู้รับจ้างหรือผู้ให้การรักษาก็ไม่มีสิทธิที่จะได้รับค่าตอบแทนจากการงานที่ทำไป อันมีลักษณะเป็นสัญญาจ้างทำของ ที่ผู้จ้างมีความประสงค์ต่อผลสำเร็จของงาน เมื่องานเสร็จสิ้นก็จะยินยอมชำระสินจ้าง และตัวผู้ถูกว่าจ้างก็ต้องทำงานที่ได้รับว่าจ้างนั้นให้สำเร็จเผื่อที่จะได้รับค่าตอบแทนจากงานนั้น จึงถือได้ว่า คดีทางการแพทย์ นั้นเป็น “คดีผู้บริโภค” อย่างหนึ่ง
เนื่องจากตัวของแพทย์และคนไข้ต่างอยู่ในฐานะของคู่สัญญาที่ ที่มีนิติสัมพันธ์ต่อกัน โดยฝ่ายหนึ่งเป็นผู้มีหน้าที่รักษาและอีกฝ่ายเป็นผู้มีสิทธิได้รับการรักษา เมื่อเกิดเหตุข้อพิพาทเกี่ยวกับคดีทางการแพทย์ จึงต้องนำพระราชบัญญัติวิธีพิจารณาคดีผู้บริโภคมาปรับใช้ โดยในเรื่องของการพิสูจน์นั้น มีการกล่าวไว้ใน มาตรา 29 แห่งพระราชบัญญัติวิธีพิจารณาคดีผู้บริโภค ว่า “ ประเด็กข้อพิพาทข้อใดจำเป็นต้องพิสูจน์ถึงข้อเท็จจริงที่เกี่ยวกับการผลิต ผู้ประกอบการ การออกแบบ หรือส่วนผสมของสินค้า การให้บริการ หรือการดำเนินการใดๆ ซึ่งศาลเห็นว่าข้อเท็จจริงดังกล่าวอยู่ในความรู้เห็นโดยเฉพาะของคู่ความฝ่ายที่เป็นผู้ประกออบธุรกิจ ให้ภาระการพิสูจน์ในประเด็นดังกล่าวตกอยู่แก่คู่ความฝ่ายที่เป็นผู้ประกอบธุรกิจนั้น”
ตามมาตรา 29 อาจกล่าวได้ว่า ภาระการพิสูจน์นั้นย่อมตกแก่ตัวของแพทย์ ผู้ประกอบการ อันเนื่องมาจากว่าเป็นผู้ที่มีความรู้ความเข้าใจในเรื่องเฉพาะทาง
สัตวทนาย (สัตว์-แพทย์-ทนาย)
[1] ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา ๘๔ การวินิจฉัยปัญหาข้อเท็จจริงในคดีใดจะต้องกระทำโดยอาศัยพยานหลักฐานในสำนวนคดีนั้น เว้นแต่ (๑) ข้อเท็จจริงซึ่งรู้กันอยู่ทั่วไป (๒) ข้อเท็จจริงซึ่งไม่อาจโต้แย้งได้ หรือ(๓) ข้อเท็จจริงที่คู่ความรับหรือถือว่ารับกันแล้วในศาล