การตาย ตอนที่ 3
การตาย ตอนที่ 3
ก่อนที่เราจะไปต่อกันที่ “การตายทางการแพทย์” เราขอเสริมอีกนิดหนึ่ง ในเรื่องของการเป็นคนสาบสูญอีกสักเล็กน้อย
สิ่งหนึ่งที่เราอยากเน้นย้ำให้ทุกท่านได้เข้าใจตรงกันก่อนว่า การตายโดยผลของกฎหมายนั้น มีความแตกต่างกับการตายโดยธรรมชาติอยู่อีกหนึ่งอย่างนั้น คือ การตายโดยธรรมชาติ คือการตายอย่างจริงแท้ มีการออกใบมรณะบัตร มีการนำร่างของผู้เสียชีวิตมาทำพิธีกันจริงๆ ซึ่งอาจผิดไปจาก การตายโดยผลของกฎหมายในบางส่วน นั้นคือ การตายโดยผลของกฎหมายนั้น อาจไม่ใช่การตายอย่างจริงแท้ แต่เป็นการที่กฎหมายสันนิษฐานเอาว่า บุคคลนั้นตาย เท่านั้น ซึ่งในความเป็นจริงแล้ว คนคนนั้นอาจตายหรือไม่ได้ตายก็ได้ ซึ่งนั้นหมายความว่า บุคคลนั้นสามารถกลับมาปรากฏตัวต่อหน้าทุกคนได้อีกครั้ง
อ้าว เป็นเช่นนี้แล้ว แล้วพวกทรัพย์มรดกต่างๆที่ได้มีการแบ่งสันไปแล้วละ ต้องคืนให้กับคนนั้นไหม? แล้วการที่คนสาบสูญกลับมาแบบนี้ แล้วเขาจะยังมีสิทธิอะไรอยู่บ้างตามกฎหมายละ?
ในส่วนของข้อสงสัยนี้ มีการระบุเพื่อไขข้อสงสัยเอาไว้แล้ว ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 63 กล่าวว่า “เมื่อบุคคลผู้ถูกศาลสั่งให้เป็นคนสาบสูญนั้นเอง หรือผู้มีส่วนได้เสีย หรือพนักงานอัยการร้องขอต่อศาล และพิสูจน์ได้ว่าบุคคลผู้ถูกศาลสั่งให้เป็นคนสาบสูญนั้นยังคงมีชีวิตอยู่ก็ดี หรือว่าตายในเวลาอื่น ผิดไปจากเวลาดังระบุไว้ในมาตรา 62 ก็ดี ให้ศาลสั่งถอนคำสั่งให้เป็นคนสาบสูญนั้น แต่การถอนคำสั่งนี้ย่อมไม่กระทบกระเทือนถึงความสมบูรณ์แห่งการทั้งหลายอันได้ทำโดยสุจริตในระหว่างเวลาตั้งแต่ศาลมีคำสั่งให้เป็นคนสาบสูญจนถึงเวลาถอนคำสั่งนั้น
บุคคลผู้ได้ทรัพย์สินมาเนื่องแต่การที่ศาลสั่งให้บุคคลใดเป็นคนสาบสูญ แต่ต้องเสียสิทธิของตนไปเพราะศาลสั่งถอนคำสั่งให้บุคคลนั้นเป็นคนสาบสูญ ให้นำบทบัญญัติว่าด้วยลาภมิควรได้แห่งประมวลกฎหมายนี้มาใช้บังคับโดยอนุโลม”
อย่างที่บอกไปว่า “บุคคลสาบสูญ” นั้นเป็นการที่กฎหมายให้การสันนิษฐานว่าตายเท่านั้น เพื่อให้ผู้มีส่วนได้เสียสามารถดำเนินการเกี่ยวกับทรัพย์ของผู้สาบสูญได้ตามสิทธิ แต่เมื่อ ผู้สาบสูญนั้นไม่ได้ตายตามสันนิษฐานนั้น กฎหมายก็เปิดโอกาสให้ดำเนินการเพิกถอนได้ แต่ต้องดำเนินการตามมาตรา 63 ที่กล่าวไป โดยมีหลักเกณฑ์ดังนี้
1. มีเหตุที่จะขอให้ศาลถอนคำสั่ง
1.1 พิสูจน์ได้ว่าบุคคลนั้นยังคงมีชีวิตอยู่ หรือ
1.2 พิสูจน์ได้ว่าบุคคลนั้นตายในเวลาอื่นที่ผิดไปจากเวลาที่ครบ 5 ปี หรือ 2 ปี แล้วแต่กรณี
2. มีผู้ร้องขอให้ศาลสั่งถอดคำสั่งแสดงความสาบสูญ ได้แก่ คนสาบสูญหรือ ผู้มีส่วนได้เสีย หรือพนักงานอัยการ
และเมื่อเราดำเนินการเพิกถอนการสาบสูญอย่างถูกต้องแล้วนั้นผลของคำสั่งถอนคำสั่งให้สาบสูญ ย่อมลบล้างผลของคำสั่งเดิม คือ ไม่ถือว่าตายในเวลาที่ครบ 5 ปี หรือ 2 ปี ส่วนทรัพย์มรดกทั้งหลายที่ทายาทรับไว้ย่อมถือว่าเป็น “ลาภมิควรได้[1]” จะต้องส่งคืนตามมาตรา 63 วรรค 2
ถ้าพิสูจน์ได้ว่าบุคคลนั้นตายผิดไปจากเวลาที่ครบ 5 ปี หรือ 2 ปี แล้วแต่กรณี ต้องถือว่าตายในเวลาที่พิสูจน์ได้เช่นนั้น เช่น มีผู้พบว่าเขาได้ตายไปแล้วจริงๆตั้งแต่วันที่ประสพภัย ก็ต้องถือว่าตายในวันนั้นเลย
แต่อย่างไรก็ตาม การถอนคำสั่งไม่กระทบกระเทือนถึงความสมบูรณ์แห่งการทั้งหลายอันได้ทำไปโดยสุจริต[2]ในระหว่างเวลาตั้งแต่ศาลมีคำสั่งให้เป็นคนสาบสูญ จนถึงเวลาถอนคำสั่งนั้น[3]
สัตวทนาย (สัตว์-แพทย์-ทนาย)
[1] ลาภมิควรได้ คือ ทรัพย์สิ่งใดที่บุคคลหนึ่งได้มาโดยปราศจากมูลอันจะอ้างกฎหมายได้ และเป็นทางให้บุคคลอีกคนหนึ่งเสียเปรียบ บุคคลที่ได้ทรัพย์มานั้นมีหน้าที่ต้องคืนทรัพย์ให้แก่เขา ตามมาตรา 406.
[2] ทำไปโดยสุจริต คือ ไม่รู้ในขณะที่ทำการว่าผู้นั้นมีชีวิตอยู่ หรือไม่รู้ว่ามีผู้พบเห็นผู้นั้นแล้ว ถ้ารู้ถือว่าไม่สุจริต
[3] บทที่ 3 สิ้นสภาพบุคคล : การถอนคำสั่งแสดงความสาบสูญ