การทำแท้ง ตอนที่ 2
การทำแท้ง ตอนที่ 2
จากครั้งที่แล้ว ที่เราได้ทิ้งท้ายเอาไว้ว่าจะขอหยิบยกประเด็นเกี่ยวกับเรื่องการทำแท้งที่มีความเกี่ยวข้องในทางกฎหมายและการแพทย์
หลายครั้งที่ก่อนจะมีการรับวัคซีนไม่ว่าจะเป็นชนิดไหนก็ตาม แพทย์หรือบุคคลากรทางการแพทย์จะต้องถามผู้ป่วยก่อนทุกครั้งว่ามีโรคประจำตัวอะไรหรือไม่ หรือหากเป็นหญิง ประจำเดือนมาครั้งล่าสุดวันแรกเมื่อไร หรือกำลังตั้งครรภ์อยู่หรือไม่ แน่นอนว่าคำถามเหล่านี้ไม่ได้เป็นแค่คำถามตามสคลิป แต่เป็นข้อมูลว่า โรคที่เป็นอยู่กับวัคซีนที่กำลังจะได้รับเข้าสู่ร่างกายมีการหักล้างหรือเป็นพิษต่อกันหรือไม่ โดยเฉพาะกับหญิงที่ตั้งครรภ์ วัคซีนบางชนิดแม้ไม่ส่งผลต่อตัวหญิงแต่ก็อาจส่งผลกระทบต่อเด็กในครรภ์ได้ อย่างเช่นในกรณีนี้
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 5637/2533 โจทก์ขณะเป็นหญิงมีครรภ์ได้ไปปรึกษาแพทย์ที่โรงพยาบาลจำเลยที่ 1 เพื่อขอคำแนะนำในการป้องกันการติดเชื้อหัดเยอรมัน จำเลยที่ 2แพทย์ผู้ตรวจจึงได้ฉีดวัคซีน เอ็ม.เอ็ม.อาร์. ให้โจทก์ ต่อมาโจทก์ทราบว่าวัคซีนดังกล่าวห้ามใช้กับหญิงมีครรภ์ โจทก์ไปขอคำปรึกษาจากแพทย์อีก แพทย์แจ้งว่าวัคซีนที่ฉีดให้โจทก์ไม่เป็นอันตรายต่อทารกในครรภ์ แต่โจทก์ยืนยันจะทำแท้ง แพทย์เห็นว่าโจทก์มีสุขภาพจิตแย่มากจึงยอมทำแท้งให้ ดังนี้ เมื่อข้อเท็จจริงฟังได้ว่าโจทก์ทำแท้งเพราะกลัวไปเองว่าทารกในครรภ์จะคลอดออกมาพิการมิใช่เพราะวัคซีน เอ็ม.เอ็ม.อาร์. ที่จำเลยที่ 2 ฉีด ให้โจทก์ทำให้ทารกในครรภ์ของโจทก์พิการ การกระทำของจำเลยที่ 2 จึงไม่เป็นละเมิดต่อโจทก์.[1]
ความประสงค์ของโจทก์ที่ต้องการจะให้จำเลยที่ 2 ที่เป็นแพทย์ทำการยุติการตั้งครรภ์ให้คดีนี้ เกิดจากการที่โจทก์ ที่ขณะนั้นเป็นหญิงมีครรภ์ได้รับวัคซีน เอ็ม.เอ็ม.อาร์ แล้วเกิดความวิตกกังวลเกี่ยวกับสุขภาพร่างกายของเด็กในครรภ์ แม้จะได้รับการยืนยันแล้วก็ตามว่า ผลของวัคซีนไม่มีผลต่อเด็กในครรภ์
อ้าว ในเมื่อเด็กไม่มีความผิดปกติอย่างนี้ แล้วการที่แพทย์ทำแท้งให้โจทก์ก็ต้องเป็นการละเมิดและมีความผิดฐานทำให้หญิงแท้งสิ แล้วทำไมฎีกานี้ ศาลกลับบอกว่าจำเลยที่ 2 ไม่มีความผิดละ ?
แน่นอนว่าตามมาตรา 305 ที่ได้บัญญัติให้การทำแท้งไม่มีความผิดไว้ใน (2) ว่า “จำเป็นต้องกระทำเพราะมีความเสี่ยงที่ทารกในครรภ์จะเกิดมาพร้อมกับความพิการอย่างรุนแรง” แต่ถ้าเราย้อนกลับไปดู (1) จะเห็นว่า “จำเป็นต้องกระทำเพราะเหตุ ปัญหาเกี่ยวกับสุขภาพร่างกายหรือจิตใจของผู้หญิง”
เพราะ “คำว่าสุขภาพร่างกายหรือจิตใจของหญิง” เป็นการกล่าวโดยรวมถึงสุขภาพที่แสดงออกภายนอก และสุขภาพของจิตใจที่อยู่ภายใน
หากคดีนี้ แพทย์ไม่ยุติการตั้งครรภ์ให้หญิงเพียงเพราะเห็นว่าเด็กในครรภ์ไม่น่าจะได้รับผลกระทบจากวัคซีน แต่ด้วยเพราะเหตุผลนี้อีกเช่นกันที่อาจทำให้หญิงเกิดความวิตกกังวลรุนแรกและอาจส่งผลเสียต่อสุขภาพร่างกายของตนเองมากกว่าเดิม และแน่นอนว่าจิตใจย่อมได้รับผลกระทบที่รุนแรงเช่นกัน
ในมุมมองของเรา เรามองว่าฎีกานี้วินิจฉัยตามหลักของกฎหมาย และวินิจฉัยถึงความเป็นจริงที่อยู่ตรงหน้าว่า คนที่ได้รับความเสียหายจากผลที่ถูกปล่อยไว้คือตัวของหญิง ที่มีชีวิตและสภาพบุคคลอยู่ตรงหน้า หากต้องเลือกปกป้อง เราควรที่จะปกป้องคนที่มีตัวตนอยู่มากกว่า อีกทั้งข้อเท็จจริงในเรื่องนี้ปรากฏว่า “นายแพทย์สูทำแท้งให้เพราะเห็นว่าสุขภาพจิตของโจทก์แย่มาก ข้อเท็จจริงจึงฟังได้ว่า โจทก์ทำแท้งเพราะกลัวไปเองว่าทารกในครรภ์จะคลอดออกมาพิการ” นั้นหมายถึงว่า แพทย์ได้มีการพิจารณาถึงความเจ็บป่วยของหญิงแล้วว่าการทำแท้งคือการรักษาอาการเจ็บป่วยนั้น อีกทั้ง “จำเลยที่ 2จึงไม่ได้กระทำโดยจงใจหรือประมาทเลินเล่อเป็นเหตุให้โจทก์แท้งลูกและได้รับความเสียหาย จำเลยที่ 2 จึงไม่ได้กระทำละเมิดต่อโจทก์”
สัตวทนาย (สัตว์ – แพทย์ – ทนาย)
[1] คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 5637/2533 , https://deka.in.th/view-24697.html