บทความ13ดีที่สุด

ดีที่สุด

            คุณเคยสงสัยไหมว่า คำว่า “ดีที่สุด” คืออะไร

            หลายๆครั้งที่ ใครคนหนึ่งเข้าใจว่าสิ่งที่ตัวเองเลือกให้อีกคนนั้น คือ สิ่งที่ดีที่สุด แต่ทำไมอีกคนที่ได้รับกลับไม่รู้สึกถึงคำที่ “ดีที่สุด” นั้นเลย

            นั้นอาจเป็นเพราะว่า คำว่า “ดีที่สุด” ของแต่ละคนนั้นอาจไม่เหมือนกัน

            ในบทความก่อนๆ เราจะมีการพูดถึงเรื่องของ “ความยินยอม” ที่ไม่ว่าการรักษาจะเป็นไปในรูปแบบไหน หรือแพทย์ต้องการเปลี่ยนแปลงการรักษาอย่างไร ก่อนที่จะทำการรักษาในขั้นต่อถัดไปได้ก็ต้องมีการแจ้งข้อเท็จจริงรวมถึงความเสี่ยง และผลลัพธ์ทั้งดีและไม่ดีให้ผู้ป่วยทราบ และต้องมีการได้รับความยินยอมที่จะรักษาก่อนเสมอ แต่รู้ไหมว่าก่อนที่ หลักเรื่องความยินยอมจะเป็นที่ยอมรับอย่างกว้างข้างนั้น ก่อนหน้านี้มีหลักที่เรียกว่า “หลักแพทย์ต้องรักษาผู้ป่วยอย่างดีที่สุด ( Best Practice)” อยู่

            หลักแพทย์ต้องรักษาผู้ป่วยอย่างดีที่สุด ( Best Practice) คืออะไร?

            มันคือหลักที่ทำให้แพทย์เชื่อว่าแพทย์สามารถรักษาผู้ป่วยได้โดยไม่ต้องได้รับความยินยอมจากผู้ป่วยยังไงละ

            อ้าว นี้มันคนละเรื่องกับหลักการให้ความยินยอมเลยไม่ใช่หรอ?

            ใช่แล้ว มันคนละเรื่องกันเลย และเพราะหลักนี้ทำให้ในอดีตแพทย์รักษาผู้ป่วยโดยให้ผู้ป่วยมีส่วนร่วมหรือรับรู้วิธีการรักษาน้อยมาก เพราะเห็นว่าหากเปิดเผยวิธีการรักษาในบางกรณีผู้ป่วยอาจไม่ให้ความยินยอมหรือต่อต่าน และไม่เกิดผลดีต่อการรักษา จึงเป็นอีกหนึ่งสาเหตุที่ทำให้ในอดีตไม่ค่อยมีการฟ้องร้องเกี่ยวกับเรื่องการรักษาทางการแพทย์ และเกิดเป็นโจ๊กที่หลายๆคนต้องเคยเล่น นั้นคือ “เชื่อหมอ หมอรู้ หมอเรียนมา” อันถือว่า “แพทย์รู้ดีที่สุด (Doctor know best)”[1] เป็นที่มาของหลักเอกสิทธิ์ของแพทย์ในการรักษาผู้ป่วย (Therapeutic Privilege)

            แต่ก่อนที่เราจะไปต่อกันในเรื่องของเอกสิทธิ์ของแพทย์ในการรักษาผู้ป่วย เรากลับมาพูดกันต่อในเรื่องของ Best Practice กันก่อนดีกว่า

            หากพูดถึงการปฏิบัติหน้าที่แพทย์ หลักแพทย์ต้องรักษาผู้ป่วยอย่างดีที่สุด (Best Practice) อาจหมายความว่าแพทย์จะต้องให้การรักษาผู้ป่วยอย่างดีที่สุด ในทุกสถานการณ์อันนําไปสู่ความสําเร็จของการรักษา  ซึ่ง Best Practice ได้กลายเป็น “มาตรฐานในทางการแพทย์” เช่นการให้การดูแลผู้ป่วยต่อมลูกหมากแพทย์จะต้อง ตัดสินใจอย่างดีที่สุดในการรักษาโรคต่อมลูกหมากโดยอาศัยความยินยอมของผู้ป่วย ในขณะที่แพทย์ใช้มาตรฐานทางการแพทย์รักษาโรคอย่างดีที่สุด อาจมีการเปรียบเทียบการรักษาโรคเดียวกันกับแพทย์รายอื่นในสาขาเดียวกัน [2]

            ซึ่งแน่นอนว่าการใช้หลัก Best Practice อาจจะมีบ้างที่การตัดสินใจเลือกการรักษานั้นอาจมีบางขั้นบางตอนที่ไม่เหมาะสม และถ้าหากผลของการรักษานั้นทำให้ผู้ป่วยเสียชีวิตละ ตัวแพทย์ยังคงต้องรับผิดทางกฎหมายอยู่หรือไม่ ?

            หากพิจารณากฎหมายอังกฤษ หรือกฎหมายอเมริกาเกี่ยวกับมาตรฐานการรักษาผู้ป่วย นั้นก็มิได้ยึดหลัก “Best Practice” เสียทีเดียว หากแต่ในกฎหมายอเมริกาเองได้มีการอธิบายว่า หากแพทย์ได้แจ้ง และอธิบายให้ผู้ป่วยทราบ และ ทำให้ผู้ป่วยเข้าใจกระบวนการรักษา และผู้ป่วยให้ความยินยอมแล้ว ผนวกกับการที่แพทย์ให้การรักษาที่เป็นไปตามมาตรฐานทางการแพทย์ หากเกิดกรณีผู้ป่วยเสียชีวิต หรือได้รับความ เสียหายแก่กาย แพทย์ย่อมมิต้องรับผิดในมูลละเมิด[3]

            อาจกล่าวสรุปได้ว่า “คำว่าดีที่สุด” คือการรักษาที่ได้รับความยินยอมและเห็นชอบของผู้ป่วยและการรักษาที่ได้มาตรฐานทางการแพทย์ของแพทย์  แม้คำว่า ดีที่สุด นั้นจะไม่สามารถหาสิ่งใดมากำหนดได้ว่า แบบไหนคือสิ่งที่ดีที่สุด แต่คำว่ามาตรฐาน คือสิ่งที่ความยึดถือปฏิบัติ

            ด้วยเหตุนี้เองถ้าแพทย์ให้การรักษาอย่างดีมีมาตรฐาน แพทย์อาจจะพิจารณาถึงข้อดี ข้อเสีย ของการรักษาด้วยโดยระบุไว้ในข้อแนะนําที่สามารถปรับใช้ในทุกสถานการณ์เพื่อช่วยแพทย์ใน การตัดสินใจว่าจะคุ้มหรือไม่ โดยดูด้วยว่าโรคของผู้ป่วยรุนแรง และอันตรายกับการรักษาโรคว่าจะส่งผล เสียแก่ร่างกายผู้ป่วย หรือไม่ (หรือส่งผลอันเป็นโทษได้กับผู้ป่วยบางรายเช่นเกิดอาการข้างเคียง มีความ ยุ่งยากในการใช้ยา หรือวิธีการักษา มีค่าใช้จ่ายในการรักษาสูง เป็นต้น) จะใช้หลัก Best Practice กับ การรักษาโรคไม่เหมาะสมเพราะการรักษานั้นแพทย์จะต้องดูหลายปัจจัย ข้อได้ประโยชน์และข้อเสีย ประโยชน์การคุ้มในการรักษา ภาวะทางการเงินของผู้ป่วย รวมถึงความรู้ความเข้าใจของตัวผู้ป่วยเองใน การรับการรักษากระบวนการรักษา ผลข้างเคียงประกอบด้วย ดังนี้ถือว่าแพทย์รักษาตามมาตรฐานทางการแพทย์แล้ว และไม่อาจมาเป็นเหตุฟ้องแพทย์ในเวลาที่ผู้ป่วยได้รับความเสียหายอย่างใดๆ หรือถึงแก่ ความตายไม่ว่าจะเป็นคดีอาญา หรือคดีแพ่งละเมิดก็ตาม[4]

 

 

สัตวทนาย (สัตว์-แพทย์-ทนาย)


[1] Lilian Furst, Between Doctors and Patients: The Changing Balance of Power (Virginia: the University Press Of Virginia, 1998), pp.1-3.

[2] ดร.สุธี อยู่สถาพร. ความรับผิดตามกฎหมายของแพทย์ในการรักษาผู้ป่วยกับหลักวิธีปฏิบัติเพื่อเป็นเลิศทางการแพทย์. Public Health & Health Laws Journal Vol. 1 January - April 2016, pp.146

[3] Health & Social Care Information Centre, 2013: 5-13, 64-68

[4] ดร.สุธี อยู่สถาพร.เรื่องเดิม