บทความ24คดีทางการแพทย์–2


คดีทางการแพทย์ (ทางแพ่ง)

            อย่างที่ได้บอกไปเมื่อบทความก่อนหน้า ว่า “เมื่อผู้ป่วยตกลงยินยอมให้แพทย์ทำการรักษา และแพทย์ตกลงที่จะให้การรักษานั้น เมื่อนั้นนิติสัมพันธ์ระหว่างคนไข้กับแพทย์ย่อมเกิดขึ้น ทั้งให้ทั้งสองฝ่ายมีสิทธิและหน้าที่ที่ต้องปฏิบัติต่อกันตามกฎหมาย และหากมีความเสียหายเกิดขึ้น หรือฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งปฏิบัติไม่ครบถ้วนย่อมต้องรับผิดเมื่อเกิดความเสียหายนั้น โดยเกิดขึ้นจากนิติสัมพันธ์ 2 ลักษณะ คือ สัญญา กับละเมิด”

            เมื่อผิดสัญญาการรักษาเกิดขึ้น ไม่ว่าจะการรับบริการทางการแพทย์ของคนหรือสัตว์ เมื่อเกิดข้อผิดพลาดขึ้น การเรียกร้องค่าเสียหายจะเกิดขึ้นทันที โดยส่วนใหญ่ทุกคนจะไปเรียกร้องกันในส่วนของทางละเมิดกันเสียมาก ซึ่งบางคนไม่รู้ หรืออาจหลงลืมไปว่า นอกจาก “ค่าเสียหายทางละเมิด” แล้วนั้น เราสามารถเรียก “ค่าเสียหายทางสัญญา” ได้อีกทาง

            โดยลักษณะของความรับผิดในทางสัญญาและทางละเมิดนั้น สามารถแบ่งแยกได้ดังนี้

            (1.)  ความรับผิดตามสัญญา (Contractual relationship) เกิดจากกรณีที่ผู้ป่วยเข้ารับการรักษาโดย แสดงเจตนาว่าตนจะขอรับการรักษาจากแพทย์หรือในโรงพยาบาลนั้นๆ โดยการแสดงเจตนาดังกล่าวไม่จําเป็นต้องทำสัญญาเป็นลายลักษณ์อักษร หรือก็คืออาจทำสัญญาด้วยปากเปล่า (Oral contract) ดังนั้นหาก ผู้ป่วยแสดงเจตนาขอรับการรักษาด้วยวิธีการที่เข้าใจว่าแสดงเจตนาตามหลักศักดิ์สิทธิของการแสดง เจตนา (l' autonomie de la volont'e) ก็เพียงพอที่จะถือว่าสัญญาเกิดขึ้นแล้วเจตนาเข้ารักษากับแพทย์หรือสถานพยาบาลนั้นๆ ในกรณีเช่นนี้ถือว่าสัญญาเกิดแล้วโดยไม่จำเป็น ต้องทำเป็นลายลักษณ์อักษร ประเด็นที่น่าพิจารณาในอีกจุดหนึ่งก็คือหากมีการแสดงเจตนาเข้ารักษา แพทย์หรือสถานพยาบาลจะปฏิเสธการรักษาได้หรือไม่หากพิจารณาเฉพาะในแง่มุมของกฎหมาย โดยไม่กล่าวถึงจริยธรรมแห่งวิชาชีพ ถ้าเป็นสถานการณ์ปกติที่มิใช่ความจำเป็นรีบด่วนแพทย์มีสิทธิ ที่จะรับรักษาหรือไม่ก็ได้ถือว่ายังไม่มีสัญญาเกิดขึ้นแต่แพทย์ที่ปฏิบัติงานในโรงพยาบาลของรัฐ โดยหลักไม่สามารถปฏิเสธการรักษาผู้ป่วยได้เพราะถือว่าเป็นบริการสาธารณะซึ่งจะต้องให้กับ ประชาชนทุกคนโดยไม่เลือกว่าเป็นใครแม้จะไม่สามารถรับตัวไว้รักษาได้เนื่องจากเตียงเต็ม ขาดบุคลากรผู้เชี่ยวชาญ ขาดเครื่องมือหรือเหตุผลอื่นใดก็ตามก็จะต้องรับผิดชอบในการ ปฐมพยาบาลและดำเนินการส่งต่อผู้ป่วยไปยังสถานพยาบาลแห่งอื่น อีกทั้งการให้บริการรักษาพยาบาล เป็นการทำงานอย่างหนึ่ง มีการทำงาน รักษาพยาบาล และมีค่าตอบแทน ตามกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ การประกอบวิชาชีพทางการแพทย์มีลักษณะเป็นการจ้างทำของ ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 487[1]

            (2.)  ความรับผิดฐานละเมิด ถือเป็นส่วนหนึ่งของความรับผิดทางแพ่ง เพราะเป็น ความรับผิดที่บุคคลหนึ่งไปก่อให้เกิดความเสียหายแก่ชีวิตร่างกายอานามัย เสรีภาพ หรือสิทธิอย่างหนึ่ง อย่างใดแก่บุคคลอีกคนหนึ่งในกรณีที่แพทย์ก็เช่นกัน ได้ทำการรักษาโดยมีเจตนาดีมีเมตตาแต่เพราะ อาการของโรคแทรกซ้อนเกินกว่าจะให้การรักษาได้แพทย์ย่อมไม่ถือว่าเป็นผู้รับผิดฐานละเมิดจึง จำเป็นต้องพิจารณาถึงองค์ประกอบที่จะทำให้ต้องรับผิดดังต่อไปนี้

            1. จงใจ หรือประมาทเลินเล่อ

            2. การกระทำดังกล่าวผิดกฎหมาย

            3. ก่อให้เกิดความเสียหาย (Damage) ต่อชีวิต ร่างกาย เสรีภาพ ทรัพย์สิน หรือ สิทธิอย่างหนึ่งอย่างใดของผู้ทำละเมิด ตามมาตรา 420 แห่ง ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์[2][3]

            สำหรับการเรียกค่าเสียหายหรือค่าสินไหมทดแทนนั้น กฎหมายไม่สามารถระบุตัวเลข ไว้ตายตัวสำหรับการละเมิดในแต่ละเรื่องแต่ขึ้นอยู่กับการพิสูจน์ความเสียหายแล้วแต่กรณี

            ข้อสังเกตบางประการต่อมาพบว่ากรณีการฟ้องแพทย์ให้รับผิดฐานละเมิดนั้นก็มักจะทำให้มีความรับผิดทางอาญาด้วย อีกทั้งจะพบว่ากรณีฟ้องแพทย์ให้รับผิดฐานทำละเมิดต่อร่างกายนั้นศาลไทยจะ เปรียบเทียบระดับความมีมาตรฐานทางการแพทย์ ถ้าแพทย์มีระดับมาตรฐานในการรักษาพยาบาลที่ดีอยู่แล้วโจทก์ในฐานะผู้เสียหายก็จะฟ้องแพทย์ให้รับผิดชดใช้ค่าสินไหมทดแทนยังไม่ได้ เว้นแต่จะเป็นการให้การรักษาผู้ป่วยที่ต่ำกว่ามาตรฐานแล้ว เกิดมีความเสียหายขึ้นซึ่งโจทก์สามารถฟ้องแพทย์ได้ทั้งทางแพ่ง และอาญา

            อีกทั้งในปัจจุบัน การบริการทางการแพทย์ส่วนหนึ่งได้ถูกทำให้เป็นธุรกิจ บุคลากรทางการแพทย์จึงเหมือน ถูกว่าจ้างให้ทำงานเกิดการซื้อตัวแพทย์ผู้เชี่ยวชาญจากคณะแพทย์ต่างๆ หรือโรงพยาบาลในภาครัฐมาไว้ในโรงพยาบาลของตน หรือจ้างเป็นช่วงเวลาซึ่งจำนวนเงินนั้นดูเหมือนมากเมื่อเทียบกับภาครัฐ แต่ถ้าเทียบกับจำนวนเงินที่โรงพยาบาลนั้นๆ เก็บจากผู้ป่วยตัวเลขยังห่างกันมาก ในอีกด้านหนึ่ง เมื่อวิชาชีพแพทย์ถูกทำให้เป็นธุรกิจก็จะเกิดการแข่งขันการใส่ความกันระหว่างสถานพยาบาลเพื่อดึงดูดผู้ป่วยจึงเกิดขึ้น คดีทางการแพทย์จึงไม่ใช่คดีทางปกครอง แม้คู่กรณีจะเป็นโรงพยาบาลของรัฐก็ตาม เพราะการให้บริการทางการแพทย์นั้นไม่ใช่การใช้อำนาจของรัฐ แต่เป็นการให้บริการทางการแพทย์หรือสาธารณะสุข คดีทางการแพทย์จึงอยู่ในอำนาจพิจารณาของศาลยุติธรรม (คำวินิจฉัยที่ 2 / 2545) ทั้งคดีแพ่งและอาญา และต่อมาพระราชบัญญัติวิธีพิจารณาคดีผู้บริโภค พ.ศ.2551 ได้ประกาศใช้ คดีทางการแพทย์หรือคดีที่เกี่ยวกับการรักษาพยาบาลจึงจัดอยู่ในคดีผู้บริโภค เนื่องจากมีประเด็นในเรื่องความขัดแย้งว่าได้ทำการประกอบวิชาชีพตามมาตรฐานหรือไม่ ความถึงการพิสูจน์ความผิดที่ต้องอาศัยพยานผู้เชียวชาญ แม้แพทย์หลายคนจะไม่เห็นด้วยกับเรื่องดังกล่าว และมองว่าคดีทางการแพทย์ไม่ใช่คดีผู้บริโภคทุกคดี แต่ คำวินิจฉัยประธานศาลอุทธรณ์ที่ 22/2552 ระบุว่าคดีเกี่ยวกับการรักษาพยาบาลเป็นคดีผู้บริโภค เพราะเป็นการให้บริการทางการแพทย์และมีการจ่ายเงินค่าบริการแก่ผู้ให้บริการ ซึ่งคำวินิจฉัยดังกล่าวถือเป็นที่สุด จะอุทธรณ์หรือฎีกาไม่ได้อีกแล้ว

 

 

สัตวทนาย

(สัตว์-แพทย์-ทนาย)


[1]ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์มาตรา 487 “อันสัญญาว่าจ้างทำของนั้น คือ สัญญาซึ่งบุคคลหนึ่งเรียกว่า ผู้รับจ้างตกลงจะทำการงานสิ่งใดสิ่งหนึ่ง จนสำเร็จให้แก่บุคคลอีกคนหนึ่ง เรียกว่า ผู้ว่าจ้าง และผู้ว่าจ้างตกลงให้สินจ้าง เพื่อผลสำเร็จแห่งการที่ทำนั้น”

[2] ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์มาตรา 420 ได้บัญญัติว่า “ผู้ใดจงใจหรือประมาทเลินเล่อ ทำต่อบุคคลอื่นโดยผิดกฎหมายให้เขาเสียหาย ถึงแก่ชีวิตก็ดี แก่ร่างกายก็ดี อนามัยก็ดี เสรีภาพก็ดี ทรัพย์สินหรือสิทธิอย่างหนึ่งอย่างใดก็ดี ท่านว่า ผู้นั้นทำละเมิดจำต้องใช้ค่าสินไหมทดแทนเพื่อการนั้น”

[3] Public Health & Health Laws Journal Vol. 1 January - April 2016 142